ข่าวเศรษฐกิจในประเทศ
1. สถาบันการเงินที่ไม่ผ่านการยกระดับเป็น ธพ. อยู่ระหว่างหารือข้อสรุปกับ ธปท. นางธาริษา วัฒน
เกส รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถาบันการเงินที่ไม่ผ่านการพิจารณายกระดับ
เป็น ธพ. ซึ่งมีทั้งหมด 9 แห่ง ได้แก่ บง.สินอุตสาหกรรม บง.กรุงเทพ ธนาทร บง.แอ๊ดวานซ์ บค.เอเชีย บค.ยูนิ
โก้เฮ้าส์ซิ่ง บค.สหวิริยา บง.ฟินันซ่า และบริษัทอเมริกันเอ็กซ์ เพรส กำลังหารือกับเจ้าหน้าที่ของ ธปท.เพื่อ
หาทางออก ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว ธปท.จะประกาศให้ทราบต่อไป โดยในเบื้องต้น มีบางรายอยู่ระหว่างการ
เจรจากับผู้ร่วมทุนรายใหม่เพื่อเตรียมแปรสภาพเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ขณะที่มี บง. 2-3 แห่ง
จะคืนใบอนุญาตกับทางการ (กรุงเทพธุรกิจ)
2. ธปท.นำเสนอแนวทางการรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจทุก 3 เดือน รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้รับ
การเสนอจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ต้องการสรุปรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ
ทุกๆ 3 เดือนต่อ นรม. และ รมว.ที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ทราบถึงภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งตนก็เห็น
ด้วยเพราะต้องการให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งนี้ คาดว่าการสรุปรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจของ ธปท.นั้น จะมี
ขึ้นเร็วๆ นี้ หรือภายในสิ้นปีนี้ (กรุงเทพธุรกิจ)
3. คปน.ปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จ 1.5 ล้านล้านบาทในช่วง 7 ปี 7 เดือน ผอ.สายปรับปรุงโครง
สร้างหนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของคณะกรรมการเพื่อส่ง
เสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (คปน.) ในรอบ 7 ปี 7 เดือน (ปี 2541-ก.ค.2548) ว่า คปน.สามารถเป็นคน
กลางในการเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ลูกหนี้เป้าหมายจนมีข้อยุติแล้วรวม 14,501 ราย มูลหนี้ 1,923,279 ล.
บาท โดยเป็นลูกหนี้ที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำเร็จ 11,598 ราย มูลหนี้ 1,498,399 ล.บาท หรือเจรจาสำเร็จ
80% จากมูลหนี้ทั้งหมด 2.7 ล้านล้านบาท (โลกวันนี้, ข่าวสด)
4. บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในช่วงไตรมาส 4 ปี 48 จะปรับขึ้น 0.25%
บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยถึง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินไทย โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
ของ ธพ.ขนาดใหญ่ที่ทยอยปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมาว่า เป็นผลจากการไหลออกของเงินฝากของ ธพ.ขนาดใหญ่ไปยัง
ธพ.ขนาดกลางและเล็ก และสาขา ธ.ต่างชาติที่เสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่า ขณะที่มีเงินฝากส่วนหนึ่งไหลไปสู่
ตลาดตราสารหนี้ ผ่านความต้องการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสาร
หนี้ ดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทอายุเดียวกันค่อนข้างมาก นอกจากนี้ แรงกดดันจากทางการไทย ด้วยการปรับ
ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการดูดซับสภาพคล่องจากระบบสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งสัญญาณต่างๆ
จาก ธปท. ยังมีผลต่อการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศในลักษณะที่สูงกว่าเดิม สำหรับในช่วงที่เหลือ
ของปี คาดว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธพ.อาจดำเนินต่อไป เนื่องจากปัจจัยต่างๆ จะยังคงมีผลกดดันต่อการ
กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของ ธพ. และมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้น
0.25% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และอาจจะตามมาด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับเท่ากัน อย่างไรก็
ตาม คาดว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าว อาจไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรในช่วงครึ่งหลัง
ของปี หาก ธพ.ยังสามารถขยายสินเชื่อได้ (ผู้จัดการรายวัน)
ข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ
1. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ สรอ. ณ สัปดาห์ล่าสุดเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ —7 รายงานจากนิวยอร์ก
เมื่อ 16 ส.ค.48 The ABC News and Washington Post เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ สรอ. ณ
สัปดาห์สิ้นสุด 14 ส.ค.48 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ —7 จากระดับ —8 ในสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับ
ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงได้รับการชดเชยจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และราคารถยนต์ที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ดัชนีที่เป็นองค์
ประกอบของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค 3 ตัว มี 1 ตัวลดลง 1 ตัวเพิ่มขึ้น และอีก 1 ตัว ไม่เปลี่ยนแปลง คือ จำนวน
ผู้บริโภคที่มุมมองด้านบวกสำหรับเศรษฐกิจในประเทศลดลงอยู่ที่ร้อยละ 41 จากร้อยละ 42 ในสัปดาห์ก่อน ขณะที่
จำนวนผู้บริโภคที่มีความเชื่อมั่นว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 38 จากร้อยละ 35 ใน
สัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนจำนวนผู้มีมุมมองด้านบวกด้านการเงินส่วนบุคคลไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ร้อยละ 61 อนึ่ง ดัชนีความ
เชื่อมั่นผู้บริโภคของ สรอ.เป็นเครื่องชี้วัดถึงมุมมองทั่วไปด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งมีสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของ
ระบบเศรษฐกิจ สรอ. โดยได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 1,000 รายในรอบ 4 สัปดาห์ และมีความผิดพลาด
ระหว่างบวกลบร้อยละ 3 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ให้ข้อสังเกตว่า ผู้บริโภคใน สรอ.มักมีพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้อง
กับที่ตอบไว้ในแบบสำรวจ (รอยเตอร์)
2. อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษในเดือน ก.ค.48 เพิ่มขึ้นสูงเกินระดับเป้าหมายที่ตั้งไว้ รายงานจากกรุง
ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.48 สนง.สถิติแห่งชาติของอังกฤษ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคที่เพิ่ม
ขึ้นร้อยละ 0.1 ในเดือน ก.ค. ทำให้อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษในเดือน ก.ค.48 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับร้อยละ 2.3 ต่อ
ปี จากร้อยละ 2.0 ในเดือน มิ.ย.48 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกเปรียบเทียบข้อมูลในปี 2540 โดยมี
สาเหตุจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสูงเกินเป้าหมายที่ ธ.กลางอังกฤษตั้งไว้
ที่ระดับร้อยละ 2.0 นับตั้งแต่ได้มีการเลือกใช้ดัชนีราคาผู้บริโภคมาเป็นปัจจัยหลักในการคำนวนหาอัตราเงินเฟ้อของ
อังกฤษในเดือน ธ.ค.46 ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน ธ.กลางอังกฤษได้คาดการณ์ไว้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ
สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เนื่องจากราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้น แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้ยังสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำ
ให้มีความเป็นไปได้ที่ ธ.กลางอังกฤษจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในอนาคตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่
ได้ปรับลดลงไปแล้วเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ร้อยละ 0.25 (รอยเตอร์)
3. ธ.โลกคาดว่าอุปสงค์ในประเทศของจีนจะชะลอตัว รายงานจากวอชิงตัน เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 48
ธ.โลกคาดว่าการปรับค่าเงินให้แข็งค่าขึ้นของจีนเมื่อเร็วๆนี้นั้น จะไม่กระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม
อาจจะส่งผลให้การลงทุนในประเทศชะลอลงจากที่เคยขยายตัวอย่างมากและผ่อนคลายความกดดันด้านเงินเฟ้อจากการ
นำเข้าสินค้า ทั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง จึงคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 9.0 ในปีนี้และ
ร้อยละ 8.0 ในปีหน้า โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากต่างประเทศ ในขณะที่อุปสงค์ในประเทศเริ่มชะลอลงแล้ว นอก
จากนี้การชะลอตัวของสินเชื่อและกำไร การลดลงของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลงและการชะลอตัวของ
การนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ชี้ว่าการลงทุนในอนาคตจะลดลงแต่จะมีเสถียรภาพมากขึ้น และเป็นสัญญานว่า
มาตรการของรัฐบาลในการชะลอความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ส่งผลแล้ว ทั้งนี้จากความกลัวว่าเศรษฐกิจจะ
ร้อนแรงเกินไปทำให้จีนได้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีเมื่อต.ค. ปีที่แล้ว ปัจจุบันตัวเลข
ทางเศรษฐกิจชี้ว่าเศรษฐกิจจีนยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งโดยส่วนหนึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากการส่งออก(รอยเตอร์)
4. คาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียในไตรมาสที่ 2 ปีนี้จะยังคงขยายตัวในระดับต่ำ รายงานจากกัวลาลัม
เปอร์ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 48 ผลการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 12 คนของรอยเตอร์คาดว่าในไตรมาสที่ 2 ปีนี้
เศรษฐกิจมาเลเซียอาจจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 4.9 จากช่วงเดียวกันปีที่แล้วและอ่อนตัวมากที่สุดในรอบ 2 ปีนับตั้งแต่
ไตรมาสที่ 2 ปี 46 ที่เศรษฐกิจเคยขยายตัวร้อยละ 4.5 เนื่องจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกอาทิ
hard-dish และ printed circuit boards ลดลงต่ำกว่าที่คาดไว้ซึ่งเป็นไปตามวัฎจักรทางเทคโนโลยีของโลก
ทั้งนี้การส่งออกของมาเลเซียไปยังประเทศคู่ค้าที่สำคัญรวมทั้งสรอ.นั้น ลดลงเนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกซบเซา
ประกอบกับบทบาทของจีนในตลาดส่งออกเอเซียก็ลดลงด้วยเช่นกัน (รอยเตอร์)
ข้อมูลเศรษฐกิจ 17 ส.ค. 48 16 ส.ค. 48 30 ม.ค. 47 แหล่งข้อมูล
อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยระหว่างธนาคาร (Bht/1US$) 41.077 39.263 ธปท.
อัตราซื้อถัวเฉลี่ยตั๋วเงิน/อัตราขายถัวเฉลี่ยของ ธพ. (Bht/1US$) 40.8822/41.1697 39.0915/39.3765 ธปท.
อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่าง ธพ. ขนาดใหญ่ระยะ 7 วัน (ร้อยละ) 2.81778 1.1875 - 1.2800 รอยเตอร์
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (จุด)/มูลค่าซื้อ/ขาย (พันล้านบาท) 667.18/ 12.77 698.90/29.26 ตลท.
ราคาทองคำแท่ง (ซื้อ/ขายบาทละ) 8,600/8,700 8,550/8,650 7,400/7,500 สมาคมค้าทองคำ
ราคาน้ำมันดิบดูไบ (US$/บาเรล) 57.75 56.94 28.18 ปตท./รอยเตอร์
ราคาน้ำมันเบนซิน 95/ดีเซล (บาท) 26.14*/22.99* 26.14*/22.99* 16.99/14.59 ปตท.
* ปรับเพิ่ม 40 สตางค์ เมื่อ 11 ส.ค. 48
--ธนาคารแห่งประเทศไทย--
1. สถาบันการเงินที่ไม่ผ่านการยกระดับเป็น ธพ. อยู่ระหว่างหารือข้อสรุปกับ ธปท. นางธาริษา วัฒน
เกส รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถาบันการเงินที่ไม่ผ่านการพิจารณายกระดับ
เป็น ธพ. ซึ่งมีทั้งหมด 9 แห่ง ได้แก่ บง.สินอุตสาหกรรม บง.กรุงเทพ ธนาทร บง.แอ๊ดวานซ์ บค.เอเชีย บค.ยูนิ
โก้เฮ้าส์ซิ่ง บค.สหวิริยา บง.ฟินันซ่า และบริษัทอเมริกันเอ็กซ์ เพรส กำลังหารือกับเจ้าหน้าที่ของ ธปท.เพื่อ
หาทางออก ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว ธปท.จะประกาศให้ทราบต่อไป โดยในเบื้องต้น มีบางรายอยู่ระหว่างการ
เจรจากับผู้ร่วมทุนรายใหม่เพื่อเตรียมแปรสภาพเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ขณะที่มี บง. 2-3 แห่ง
จะคืนใบอนุญาตกับทางการ (กรุงเทพธุรกิจ)
2. ธปท.นำเสนอแนวทางการรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจทุก 3 เดือน รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้รับ
การเสนอจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ต้องการสรุปรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ
ทุกๆ 3 เดือนต่อ นรม. และ รมว.ที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ทราบถึงภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งตนก็เห็น
ด้วยเพราะต้องการให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งนี้ คาดว่าการสรุปรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจของ ธปท.นั้น จะมี
ขึ้นเร็วๆ นี้ หรือภายในสิ้นปีนี้ (กรุงเทพธุรกิจ)
3. คปน.ปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จ 1.5 ล้านล้านบาทในช่วง 7 ปี 7 เดือน ผอ.สายปรับปรุงโครง
สร้างหนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของคณะกรรมการเพื่อส่ง
เสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (คปน.) ในรอบ 7 ปี 7 เดือน (ปี 2541-ก.ค.2548) ว่า คปน.สามารถเป็นคน
กลางในการเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ลูกหนี้เป้าหมายจนมีข้อยุติแล้วรวม 14,501 ราย มูลหนี้ 1,923,279 ล.
บาท โดยเป็นลูกหนี้ที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำเร็จ 11,598 ราย มูลหนี้ 1,498,399 ล.บาท หรือเจรจาสำเร็จ
80% จากมูลหนี้ทั้งหมด 2.7 ล้านล้านบาท (โลกวันนี้, ข่าวสด)
4. บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในช่วงไตรมาส 4 ปี 48 จะปรับขึ้น 0.25%
บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยถึง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินไทย โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
ของ ธพ.ขนาดใหญ่ที่ทยอยปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมาว่า เป็นผลจากการไหลออกของเงินฝากของ ธพ.ขนาดใหญ่ไปยัง
ธพ.ขนาดกลางและเล็ก และสาขา ธ.ต่างชาติที่เสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่า ขณะที่มีเงินฝากส่วนหนึ่งไหลไปสู่
ตลาดตราสารหนี้ ผ่านความต้องการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสาร
หนี้ ดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทอายุเดียวกันค่อนข้างมาก นอกจากนี้ แรงกดดันจากทางการไทย ด้วยการปรับ
ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการดูดซับสภาพคล่องจากระบบสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งสัญญาณต่างๆ
จาก ธปท. ยังมีผลต่อการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศในลักษณะที่สูงกว่าเดิม สำหรับในช่วงที่เหลือ
ของปี คาดว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธพ.อาจดำเนินต่อไป เนื่องจากปัจจัยต่างๆ จะยังคงมีผลกดดันต่อการ
กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของ ธพ. และมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้น
0.25% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และอาจจะตามมาด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับเท่ากัน อย่างไรก็
ตาม คาดว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าว อาจไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรในช่วงครึ่งหลัง
ของปี หาก ธพ.ยังสามารถขยายสินเชื่อได้ (ผู้จัดการรายวัน)
ข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ
1. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ สรอ. ณ สัปดาห์ล่าสุดเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ —7 รายงานจากนิวยอร์ก
เมื่อ 16 ส.ค.48 The ABC News and Washington Post เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ สรอ. ณ
สัปดาห์สิ้นสุด 14 ส.ค.48 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ —7 จากระดับ —8 ในสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับ
ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงได้รับการชดเชยจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และราคารถยนต์ที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ดัชนีที่เป็นองค์
ประกอบของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค 3 ตัว มี 1 ตัวลดลง 1 ตัวเพิ่มขึ้น และอีก 1 ตัว ไม่เปลี่ยนแปลง คือ จำนวน
ผู้บริโภคที่มุมมองด้านบวกสำหรับเศรษฐกิจในประเทศลดลงอยู่ที่ร้อยละ 41 จากร้อยละ 42 ในสัปดาห์ก่อน ขณะที่
จำนวนผู้บริโภคที่มีความเชื่อมั่นว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 38 จากร้อยละ 35 ใน
สัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนจำนวนผู้มีมุมมองด้านบวกด้านการเงินส่วนบุคคลไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ร้อยละ 61 อนึ่ง ดัชนีความ
เชื่อมั่นผู้บริโภคของ สรอ.เป็นเครื่องชี้วัดถึงมุมมองทั่วไปด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งมีสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของ
ระบบเศรษฐกิจ สรอ. โดยได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 1,000 รายในรอบ 4 สัปดาห์ และมีความผิดพลาด
ระหว่างบวกลบร้อยละ 3 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ให้ข้อสังเกตว่า ผู้บริโภคใน สรอ.มักมีพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้อง
กับที่ตอบไว้ในแบบสำรวจ (รอยเตอร์)
2. อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษในเดือน ก.ค.48 เพิ่มขึ้นสูงเกินระดับเป้าหมายที่ตั้งไว้ รายงานจากกรุง
ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.48 สนง.สถิติแห่งชาติของอังกฤษ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคที่เพิ่ม
ขึ้นร้อยละ 0.1 ในเดือน ก.ค. ทำให้อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษในเดือน ก.ค.48 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับร้อยละ 2.3 ต่อ
ปี จากร้อยละ 2.0 ในเดือน มิ.ย.48 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกเปรียบเทียบข้อมูลในปี 2540 โดยมี
สาเหตุจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสูงเกินเป้าหมายที่ ธ.กลางอังกฤษตั้งไว้
ที่ระดับร้อยละ 2.0 นับตั้งแต่ได้มีการเลือกใช้ดัชนีราคาผู้บริโภคมาเป็นปัจจัยหลักในการคำนวนหาอัตราเงินเฟ้อของ
อังกฤษในเดือน ธ.ค.46 ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน ธ.กลางอังกฤษได้คาดการณ์ไว้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ
สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เนื่องจากราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้น แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้ยังสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำ
ให้มีความเป็นไปได้ที่ ธ.กลางอังกฤษจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในอนาคตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่
ได้ปรับลดลงไปแล้วเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ร้อยละ 0.25 (รอยเตอร์)
3. ธ.โลกคาดว่าอุปสงค์ในประเทศของจีนจะชะลอตัว รายงานจากวอชิงตัน เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 48
ธ.โลกคาดว่าการปรับค่าเงินให้แข็งค่าขึ้นของจีนเมื่อเร็วๆนี้นั้น จะไม่กระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม
อาจจะส่งผลให้การลงทุนในประเทศชะลอลงจากที่เคยขยายตัวอย่างมากและผ่อนคลายความกดดันด้านเงินเฟ้อจากการ
นำเข้าสินค้า ทั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง จึงคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 9.0 ในปีนี้และ
ร้อยละ 8.0 ในปีหน้า โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากต่างประเทศ ในขณะที่อุปสงค์ในประเทศเริ่มชะลอลงแล้ว นอก
จากนี้การชะลอตัวของสินเชื่อและกำไร การลดลงของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลงและการชะลอตัวของ
การนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ชี้ว่าการลงทุนในอนาคตจะลดลงแต่จะมีเสถียรภาพมากขึ้น และเป็นสัญญานว่า
มาตรการของรัฐบาลในการชะลอความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ส่งผลแล้ว ทั้งนี้จากความกลัวว่าเศรษฐกิจจะ
ร้อนแรงเกินไปทำให้จีนได้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีเมื่อต.ค. ปีที่แล้ว ปัจจุบันตัวเลข
ทางเศรษฐกิจชี้ว่าเศรษฐกิจจีนยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งโดยส่วนหนึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากการส่งออก(รอยเตอร์)
4. คาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียในไตรมาสที่ 2 ปีนี้จะยังคงขยายตัวในระดับต่ำ รายงานจากกัวลาลัม
เปอร์ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 48 ผลการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 12 คนของรอยเตอร์คาดว่าในไตรมาสที่ 2 ปีนี้
เศรษฐกิจมาเลเซียอาจจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 4.9 จากช่วงเดียวกันปีที่แล้วและอ่อนตัวมากที่สุดในรอบ 2 ปีนับตั้งแต่
ไตรมาสที่ 2 ปี 46 ที่เศรษฐกิจเคยขยายตัวร้อยละ 4.5 เนื่องจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกอาทิ
hard-dish และ printed circuit boards ลดลงต่ำกว่าที่คาดไว้ซึ่งเป็นไปตามวัฎจักรทางเทคโนโลยีของโลก
ทั้งนี้การส่งออกของมาเลเซียไปยังประเทศคู่ค้าที่สำคัญรวมทั้งสรอ.นั้น ลดลงเนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกซบเซา
ประกอบกับบทบาทของจีนในตลาดส่งออกเอเซียก็ลดลงด้วยเช่นกัน (รอยเตอร์)
ข้อมูลเศรษฐกิจ 17 ส.ค. 48 16 ส.ค. 48 30 ม.ค. 47 แหล่งข้อมูล
อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยระหว่างธนาคาร (Bht/1US$) 41.077 39.263 ธปท.
อัตราซื้อถัวเฉลี่ยตั๋วเงิน/อัตราขายถัวเฉลี่ยของ ธพ. (Bht/1US$) 40.8822/41.1697 39.0915/39.3765 ธปท.
อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่าง ธพ. ขนาดใหญ่ระยะ 7 วัน (ร้อยละ) 2.81778 1.1875 - 1.2800 รอยเตอร์
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (จุด)/มูลค่าซื้อ/ขาย (พันล้านบาท) 667.18/ 12.77 698.90/29.26 ตลท.
ราคาทองคำแท่ง (ซื้อ/ขายบาทละ) 8,600/8,700 8,550/8,650 7,400/7,500 สมาคมค้าทองคำ
ราคาน้ำมันดิบดูไบ (US$/บาเรล) 57.75 56.94 28.18 ปตท./รอยเตอร์
ราคาน้ำมันเบนซิน 95/ดีเซล (บาท) 26.14*/22.99* 26.14*/22.99* 16.99/14.59 ปตท.
* ปรับเพิ่ม 40 สตางค์ เมื่อ 11 ส.ค. 48
--ธนาคารแห่งประเทศไทย--