ข่าวเศรษฐกิจในประเทศ
1. ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตเดือน ก.ย.48 เพิ่มขึ้น 2 พัน ล.บาทจากเดือนก่อน สาย
นโยบายสถาบันการเงิน ธปท. รายงานตัวเลขการให้บริการบัตรเครดิตแยกตามประเภทบัตรเครดิต ณ สิ้นเดือน
ก.ย.48 ว่า มีจำนวนบัตรเครดิตทั้งสิ้น 9,496,628 บัตร เพิ่มขึ้น 115,063 บัตรจากเดือนก่อนหน้า โดยแบ่งเป็น
บัตรเครดิตที่ออกโดย ธพ.ไทย 3,650,082 บัตร สาขา ธพ.ต่างประเทศในไทย 1,028,615 บัตร และสถาบัน
การเงินประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่ ธพ. (นอนแบงก์) 4,817,931 บัตร เพิ่มขึ้น 53,205 7,178 และ
54,680 บัตร จากเดือนก่อนหน้า สำหรับยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตทั้งระบบในเดือน ก.ย.มีจำนวนทั้งสิ้น
132,669.95 ล.บาท เพิ่มขึ้น 2,111.86 ล.บาท (กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, ไทยโพสต์)
2. ผลการตรวจสอบเอ็นพีแอลผิดปกติของ บตท. เกิดจากการใช้เอกสารปลอมในการขอสินเชื่อ
นายอรรคบุษย์ ไกรฤกษ์ ผอส.ฝ่ายคดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบ
ข้อเท็จจริงกรณีความผิดปกติของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
(บตท.) ที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติถึง 50% ในเวลาเพียง 3 เดือน เปิดเผยว่า คณะกรรมการได้ตรวจสอบแล้วเสร็จ
และส่งเรื่องให้นายนริศ ชัยสูตร ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า
กรณีดังกล่าวน่าจะมีการใช้เอกสารที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงมาเป็นหลักฐานของสินเชื่อ แต่คณะกรรมการไม่ได้ดูว่ามี
การทุจริตหรือเกี่ยวข้องกับผู้บริหารใน บตท.หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องไปขยายผล ทั้งนี้
ในการตรวจสอบได้พิจารณาทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคล ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 3 เดือน คือ เดือน มี.ค.
ถึง พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาก โดยใช้เวลาในการตรวจสอบนาน 1 เดือน อนึ่ง คณะกรรมการชุดที่
เข้าร่วมตรวจสอบ เป็นคนละส่วนกับที่นางธาริษา วัฒนเกส รองผู้ว่าการ ธปท.ระบุก่อนหน้านี้ว่า กำลังอยู่ระหว่าง
การรวบรวมข้อมูล (มติชน, ไทยรัฐ)
3. ภาครัฐปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รอง นรม. และ รม
ว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกาพิเศษเรื่อง “เข็มทิศเศรษฐกิจไทยจะหมุนไปทางไหน” ว่า ในปี 49 เศรษฐกิจไทยยังคง
ต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ แต่ในอีก 3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจ
ไทยจะถูกผลักดันจากเศรษฐกิจภายในประเทศ และการลงทุนจากต่างประเทศแทน โดยการผลักดันเศรษฐกิจภายใน
ประเทศคือ ทำให้คนในประเทศไม่จน เพื่อสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ รวมทั้งผลักดันการท่องเที่ยวเสริมด้วย
ส่วนการลงทุนภายใน 3-5 ปี จะเกิดกระแสลงทุนหลั่งไหลเข้ามายังไทย เนื่องจากการสร้างภาพทางการตลาดที่
ผ่านมาของรัฐบาล อนึ่ง สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ การสร้างเอกชนไทยให้เข็มแข็งเพื่อให้สามารถทำการค้าใน
ระดับสากลได้ เพราะปัญหาของภาคธุรกิจไทยคือเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศไม่มีความแข็งแรง (โพสต์ทูเดย์)
ข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ
1. ยอดการขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของ สรอ. ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 5 พ.ย.48 เพิ่มขึ้น
จำนวน 2,000 คน รายงานจากวอชิงตัน เมื่อ 10 พ.ย.48 ก.แรงงาน สรอ. เปิดเผยว่า ยอดผู้ขอรับสวัสดิการ
ว่างงานครั้งแรกของ สรอ. ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 5 พ.ย.48 อยู่ที่จำนวน 326,000 คน (ตัวเลขหลังปรับปัจจัย
ทางฤดูกาล) เพิ่มขึ้นจากจำนวน 324,000 คน ในสัปดาห์ก่อน หรือเพิ่มขึ้น 2,000 คน สวนทางกับที่นักเศรษฐ
ศาสตร์จากวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่าจะลดลงอยู่ที่จำนวน 320,000 คน ทั้งนี้ มีผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานจากผล
กระทบของพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา และริตา ประมาณ 15,000 คนเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้มียอดผู้ขอรับสวัสดิการ
ว่างงานจากผลกระทบของพายุเฮอร์ริเคนทั้งสิ้น 535,000 คน ขณะเดียวกันยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานจากผล
กระทบของพายุเฮอร์ริเคนวิลมา ที่รัฐฟลอริดาเมื่อเดือนที่ผ่านมามีประมาณ 6,000 คน ในสัปดาห์ก่อน (ตัวเลขก่อน
ปรับปัจจัยทางฤดูกาล) ทำให้มียอดผู้ขอรับสวัสดิการจากพายุเฮอร์ริเคนวิลมาทั้งสิ้น 7,400 ราย ทั้งนี้ ยอดผู้ขอรับ
สวัสดิการว่างงานเฉลี่ย 4 สัปดาห์ ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงสถานการณ์ตลาดแรงงาน สรอ.ได้ชัดเจน เนื่องจากปรับด้วย
ปัจจัยที่มีความผันผวนในรอบสัปดาห์แล้ว ลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 อยู่ที่จำนวน 334,250 คน จากจำนวน
350,500 คนในสัปดาห์ก่อนหน้า สำหรับจำนวนแรงงานที่กลับมาขอรับสวัสดิการว่างงานหลังจากที่เคยขอรับ
สวัสดิการว่างงานครั้งแรกแล้ว ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 29 ต.ค.48 เพิ่มขึ้นจำนวน 23,000 คน อยู่ที่จำนวน 2.82
ล้านคน (รอยเตอร์)
2. ธ.กลางอังกฤษคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 4.5 ต่อปี รายงานจากลอนดอน เมื่อ 10พ.
ย.48 ธ.กลางอังกฤษตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 4.5 ต่อปีในการประชุมเมื่อวันที่ 10 พ.ย.48
นี้ สอดคล้องกับผลสำรวจรอยเตอร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่คาดว่า ธ.กลางอังกฤษจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในเดือน
นี้ ทั้งนี้คาดว่า ธ.กลางอังกฤษต้องการรอจนกว่าจะเห็นภาพเศรษฐกิจที่ชัดเจนว่ามุ่งไปในทิศทางใด ก่อนที่จะตัดสิน
ใจเคลื่อนไหวอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยตลาดกำลังรอดูตัวเลขประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงิน
เฟ้อล่าสุดซึ่ง ธ.กลางอังกฤษได้ใช้ประกอบการตัดสินใจนโยบายอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้และจะปรากฎในรายงานเงิน
เฟ้อรายไตรมาสที่จะเผยแพร่ในวันที่ 16 พ.ย.48 นี้ เพื่อดูแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่าจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด
ในขณะที่ตลาดการเงินคาดว่า ธ.กลางจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในต้นปีหน้าจากเหตุผลที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเป็นร้อย
ละ 2.5 ในเดือน ก.ย.48 อยู่ในระดับสูงกว่าร้อยละ 2.0 ที่ ธ.กลางอังกฤษตั้งเป้าหมายไว้เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อ
กัน แต่ก็มีนักวิเคราะห์บางส่วนที่คาดไว้ ธ.กลางอังกฤษจะลดอัตราดอกเบี้ยในต้นปีหน้าจากตัวเลขการส่งออกที่ชะลอ
ตัวลงซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ และจากการคาดว่าอัตราเงิน
เฟ้อจะไม่สูงขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว (รอยเตอร์)
3. คาดว่าจีดีพีของเยอรมนีในไตรมาส 3 ปี 48 จะขยายตัวร้อยละ 0.6 รายงานจากเบอร์ลิน
เมื่อ 10 พ.ย.48 The DIW economic เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์ในประเทศ (จีดีพี) ของเยอรมนีในไตรมาส 3 ปี
48 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.6 หลังจากที่ชะลอตัวในไตรมาสก่อน และหากปรับปัจจัยทางฤดูกาลแล้วคาดว่าจะ
เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 ซึ่งสูงกว่าที่ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ ตามการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของผลผลิตภาค
อุตสาหกรรมและภาวะการส่งออก ส่วนในไตรมาส 4 ปีนี้ DIW คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 0.3 ทั้งนี้ ปัจจัย
สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเยอรมนี คือ ความต้องการสินค้าจากต่างประเทศ ขณะที่การลงทุนในอุปกรณ์เครื่อง
มือเครื่องใช้ชะลอตัว เช่นเดียวกับยอดขายปลีกที่ลดลงส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้
สำนักงานสถิติเยอรมนีจะเผยแพร่ตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 48 ในวันอังคารที่ 15 พ.ย.นี้
(รอยเตอร์)
4. คาดว่าเศรษฐกิจจีนปี 49 จะขยายตัวร้อยละ 8.3 — 9.3 รายงานจากเมืองเซี่ยงไฮ้
ประเทศจีน เมื่อวันที่ 11 พ.ย.48 State Information Centre ซึ่งมีหน้าที่ในการให้คำแนะนำแก่คณะ
รัฐมนตรีของจีนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาค คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของจีนในปี 49 จะเติบโตร้อยละ 8.3 —
9.3 และเงินหยวนจะมีค่าเพิ่มขึ้นทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การได้เปรียบดุลการค้าในปีนี้จะพุ่งขึ้นถึงระดับ
100 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 117 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ในปี 49 ส่วนการส่งออกและ
นำเข้าในปีนี้จะมีมูลค่ารวมเกินกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. โดยจะมีอัตราการเติบโตทั้งการส่งออกและนำ
เข้าประมาณร้อยละ 20 ในปีหน้า ด้านทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 950 พันล้านดอลลาร์
สรอ. ภายในสิ้นปี 49 และดัชนีราคาผู้บริโภคของจีนจะเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 1.5 — 3.2 ในปีหน้า
(รอยเตอร์)
ข้อมูลเศรษฐกิจ 11 พ.ย. 48 10 พ.ย. 48 30 ม.ค. 47 แหล่งข้อมูล
อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยระหว่างธนาคาร (Bht/1US$) 41.207 39.263 ธปท.
อัตราซื้อถัวเฉลี่ยตั๋วเงิน/อัตราขายถัวเฉลี่ยของ ธพ. (Bht/1US$) 41.0213/41.3412 39.0915/39.3765 ธปท.
อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่าง ธพ. ขนาดใหญ่ระยะ 7 วัน (ร้อยละ) 3.80472 1.1875 - 1.2800 รอยเตอร์
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (จุด)/มูลค่าซื้อ/ขาย (พันล้านบาท) 694.44/ 12.76 698.90/29.26 ตลท.
ราคาทองคำแท่ง (ซื้อ/ขายบาทละ) 9,100/9,200 9,100/9,200 7,400/7,500 สมาคมค้าทองคำ
ราคาน้ำมันดิบดูไบ (US$/บาเรล) 50.46 51.08 28.18 ปตท./รอยเตอร์
ราคาน้ำมันเบนซิน 95/ดีเซล (บาท) 25.64*/23.09** 25.64*/23.09** 16.99/14.59 ปตท.
* ปรับลด 50 สตางค์ เมื่อ 1 พ.ย. 48
** ปรับลด 30 สตางค์ เมื่อ 9 พ.ย. 48
--ธนาคารแห่งประเทศไทย--
1. ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตเดือน ก.ย.48 เพิ่มขึ้น 2 พัน ล.บาทจากเดือนก่อน สาย
นโยบายสถาบันการเงิน ธปท. รายงานตัวเลขการให้บริการบัตรเครดิตแยกตามประเภทบัตรเครดิต ณ สิ้นเดือน
ก.ย.48 ว่า มีจำนวนบัตรเครดิตทั้งสิ้น 9,496,628 บัตร เพิ่มขึ้น 115,063 บัตรจากเดือนก่อนหน้า โดยแบ่งเป็น
บัตรเครดิตที่ออกโดย ธพ.ไทย 3,650,082 บัตร สาขา ธพ.ต่างประเทศในไทย 1,028,615 บัตร และสถาบัน
การเงินประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่ ธพ. (นอนแบงก์) 4,817,931 บัตร เพิ่มขึ้น 53,205 7,178 และ
54,680 บัตร จากเดือนก่อนหน้า สำหรับยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตทั้งระบบในเดือน ก.ย.มีจำนวนทั้งสิ้น
132,669.95 ล.บาท เพิ่มขึ้น 2,111.86 ล.บาท (กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, ไทยโพสต์)
2. ผลการตรวจสอบเอ็นพีแอลผิดปกติของ บตท. เกิดจากการใช้เอกสารปลอมในการขอสินเชื่อ
นายอรรคบุษย์ ไกรฤกษ์ ผอส.ฝ่ายคดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบ
ข้อเท็จจริงกรณีความผิดปกติของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
(บตท.) ที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติถึง 50% ในเวลาเพียง 3 เดือน เปิดเผยว่า คณะกรรมการได้ตรวจสอบแล้วเสร็จ
และส่งเรื่องให้นายนริศ ชัยสูตร ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า
กรณีดังกล่าวน่าจะมีการใช้เอกสารที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงมาเป็นหลักฐานของสินเชื่อ แต่คณะกรรมการไม่ได้ดูว่ามี
การทุจริตหรือเกี่ยวข้องกับผู้บริหารใน บตท.หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องไปขยายผล ทั้งนี้
ในการตรวจสอบได้พิจารณาทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคล ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 3 เดือน คือ เดือน มี.ค.
ถึง พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาก โดยใช้เวลาในการตรวจสอบนาน 1 เดือน อนึ่ง คณะกรรมการชุดที่
เข้าร่วมตรวจสอบ เป็นคนละส่วนกับที่นางธาริษา วัฒนเกส รองผู้ว่าการ ธปท.ระบุก่อนหน้านี้ว่า กำลังอยู่ระหว่าง
การรวบรวมข้อมูล (มติชน, ไทยรัฐ)
3. ภาครัฐปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รอง นรม. และ รม
ว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกาพิเศษเรื่อง “เข็มทิศเศรษฐกิจไทยจะหมุนไปทางไหน” ว่า ในปี 49 เศรษฐกิจไทยยังคง
ต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ แต่ในอีก 3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจ
ไทยจะถูกผลักดันจากเศรษฐกิจภายในประเทศ และการลงทุนจากต่างประเทศแทน โดยการผลักดันเศรษฐกิจภายใน
ประเทศคือ ทำให้คนในประเทศไม่จน เพื่อสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ รวมทั้งผลักดันการท่องเที่ยวเสริมด้วย
ส่วนการลงทุนภายใน 3-5 ปี จะเกิดกระแสลงทุนหลั่งไหลเข้ามายังไทย เนื่องจากการสร้างภาพทางการตลาดที่
ผ่านมาของรัฐบาล อนึ่ง สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ การสร้างเอกชนไทยให้เข็มแข็งเพื่อให้สามารถทำการค้าใน
ระดับสากลได้ เพราะปัญหาของภาคธุรกิจไทยคือเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศไม่มีความแข็งแรง (โพสต์ทูเดย์)
ข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ
1. ยอดการขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของ สรอ. ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 5 พ.ย.48 เพิ่มขึ้น
จำนวน 2,000 คน รายงานจากวอชิงตัน เมื่อ 10 พ.ย.48 ก.แรงงาน สรอ. เปิดเผยว่า ยอดผู้ขอรับสวัสดิการ
ว่างงานครั้งแรกของ สรอ. ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 5 พ.ย.48 อยู่ที่จำนวน 326,000 คน (ตัวเลขหลังปรับปัจจัย
ทางฤดูกาล) เพิ่มขึ้นจากจำนวน 324,000 คน ในสัปดาห์ก่อน หรือเพิ่มขึ้น 2,000 คน สวนทางกับที่นักเศรษฐ
ศาสตร์จากวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่าจะลดลงอยู่ที่จำนวน 320,000 คน ทั้งนี้ มีผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานจากผล
กระทบของพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา และริตา ประมาณ 15,000 คนเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้มียอดผู้ขอรับสวัสดิการ
ว่างงานจากผลกระทบของพายุเฮอร์ริเคนทั้งสิ้น 535,000 คน ขณะเดียวกันยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานจากผล
กระทบของพายุเฮอร์ริเคนวิลมา ที่รัฐฟลอริดาเมื่อเดือนที่ผ่านมามีประมาณ 6,000 คน ในสัปดาห์ก่อน (ตัวเลขก่อน
ปรับปัจจัยทางฤดูกาล) ทำให้มียอดผู้ขอรับสวัสดิการจากพายุเฮอร์ริเคนวิลมาทั้งสิ้น 7,400 ราย ทั้งนี้ ยอดผู้ขอรับ
สวัสดิการว่างงานเฉลี่ย 4 สัปดาห์ ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงสถานการณ์ตลาดแรงงาน สรอ.ได้ชัดเจน เนื่องจากปรับด้วย
ปัจจัยที่มีความผันผวนในรอบสัปดาห์แล้ว ลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 อยู่ที่จำนวน 334,250 คน จากจำนวน
350,500 คนในสัปดาห์ก่อนหน้า สำหรับจำนวนแรงงานที่กลับมาขอรับสวัสดิการว่างงานหลังจากที่เคยขอรับ
สวัสดิการว่างงานครั้งแรกแล้ว ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 29 ต.ค.48 เพิ่มขึ้นจำนวน 23,000 คน อยู่ที่จำนวน 2.82
ล้านคน (รอยเตอร์)
2. ธ.กลางอังกฤษคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 4.5 ต่อปี รายงานจากลอนดอน เมื่อ 10พ.
ย.48 ธ.กลางอังกฤษตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 4.5 ต่อปีในการประชุมเมื่อวันที่ 10 พ.ย.48
นี้ สอดคล้องกับผลสำรวจรอยเตอร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่คาดว่า ธ.กลางอังกฤษจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในเดือน
นี้ ทั้งนี้คาดว่า ธ.กลางอังกฤษต้องการรอจนกว่าจะเห็นภาพเศรษฐกิจที่ชัดเจนว่ามุ่งไปในทิศทางใด ก่อนที่จะตัดสิน
ใจเคลื่อนไหวอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยตลาดกำลังรอดูตัวเลขประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงิน
เฟ้อล่าสุดซึ่ง ธ.กลางอังกฤษได้ใช้ประกอบการตัดสินใจนโยบายอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้และจะปรากฎในรายงานเงิน
เฟ้อรายไตรมาสที่จะเผยแพร่ในวันที่ 16 พ.ย.48 นี้ เพื่อดูแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่าจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด
ในขณะที่ตลาดการเงินคาดว่า ธ.กลางจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในต้นปีหน้าจากเหตุผลที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเป็นร้อย
ละ 2.5 ในเดือน ก.ย.48 อยู่ในระดับสูงกว่าร้อยละ 2.0 ที่ ธ.กลางอังกฤษตั้งเป้าหมายไว้เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อ
กัน แต่ก็มีนักวิเคราะห์บางส่วนที่คาดไว้ ธ.กลางอังกฤษจะลดอัตราดอกเบี้ยในต้นปีหน้าจากตัวเลขการส่งออกที่ชะลอ
ตัวลงซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ และจากการคาดว่าอัตราเงิน
เฟ้อจะไม่สูงขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว (รอยเตอร์)
3. คาดว่าจีดีพีของเยอรมนีในไตรมาส 3 ปี 48 จะขยายตัวร้อยละ 0.6 รายงานจากเบอร์ลิน
เมื่อ 10 พ.ย.48 The DIW economic เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์ในประเทศ (จีดีพี) ของเยอรมนีในไตรมาส 3 ปี
48 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.6 หลังจากที่ชะลอตัวในไตรมาสก่อน และหากปรับปัจจัยทางฤดูกาลแล้วคาดว่าจะ
เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 ซึ่งสูงกว่าที่ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ ตามการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของผลผลิตภาค
อุตสาหกรรมและภาวะการส่งออก ส่วนในไตรมาส 4 ปีนี้ DIW คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 0.3 ทั้งนี้ ปัจจัย
สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเยอรมนี คือ ความต้องการสินค้าจากต่างประเทศ ขณะที่การลงทุนในอุปกรณ์เครื่อง
มือเครื่องใช้ชะลอตัว เช่นเดียวกับยอดขายปลีกที่ลดลงส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้
สำนักงานสถิติเยอรมนีจะเผยแพร่ตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 48 ในวันอังคารที่ 15 พ.ย.นี้
(รอยเตอร์)
4. คาดว่าเศรษฐกิจจีนปี 49 จะขยายตัวร้อยละ 8.3 — 9.3 รายงานจากเมืองเซี่ยงไฮ้
ประเทศจีน เมื่อวันที่ 11 พ.ย.48 State Information Centre ซึ่งมีหน้าที่ในการให้คำแนะนำแก่คณะ
รัฐมนตรีของจีนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาค คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของจีนในปี 49 จะเติบโตร้อยละ 8.3 —
9.3 และเงินหยวนจะมีค่าเพิ่มขึ้นทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การได้เปรียบดุลการค้าในปีนี้จะพุ่งขึ้นถึงระดับ
100 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 117 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ในปี 49 ส่วนการส่งออกและ
นำเข้าในปีนี้จะมีมูลค่ารวมเกินกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. โดยจะมีอัตราการเติบโตทั้งการส่งออกและนำ
เข้าประมาณร้อยละ 20 ในปีหน้า ด้านทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 950 พันล้านดอลลาร์
สรอ. ภายในสิ้นปี 49 และดัชนีราคาผู้บริโภคของจีนจะเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 1.5 — 3.2 ในปีหน้า
(รอยเตอร์)
ข้อมูลเศรษฐกิจ 11 พ.ย. 48 10 พ.ย. 48 30 ม.ค. 47 แหล่งข้อมูล
อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยระหว่างธนาคาร (Bht/1US$) 41.207 39.263 ธปท.
อัตราซื้อถัวเฉลี่ยตั๋วเงิน/อัตราขายถัวเฉลี่ยของ ธพ. (Bht/1US$) 41.0213/41.3412 39.0915/39.3765 ธปท.
อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่าง ธพ. ขนาดใหญ่ระยะ 7 วัน (ร้อยละ) 3.80472 1.1875 - 1.2800 รอยเตอร์
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (จุด)/มูลค่าซื้อ/ขาย (พันล้านบาท) 694.44/ 12.76 698.90/29.26 ตลท.
ราคาทองคำแท่ง (ซื้อ/ขายบาทละ) 9,100/9,200 9,100/9,200 7,400/7,500 สมาคมค้าทองคำ
ราคาน้ำมันดิบดูไบ (US$/บาเรล) 50.46 51.08 28.18 ปตท./รอยเตอร์
ราคาน้ำมันเบนซิน 95/ดีเซล (บาท) 25.64*/23.09** 25.64*/23.09** 16.99/14.59 ปตท.
* ปรับลด 50 สตางค์ เมื่อ 1 พ.ย. 48
** ปรับลด 30 สตางค์ เมื่อ 9 พ.ย. 48
--ธนาคารแห่งประเทศไทย--