วันนี้ (9 พ.ย. 48) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวในรายการ ผู้นำฝ่ายค้ายคุยกับประชาชนถึงเรื่องความเคลื่อนไหว ล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนนายกรัฐมนตรีจากตำแหน่ง ว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตนได้วิจารณ์คำพูดนายกฯ เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณบริหารราชการแผ่นดิน และเมื่อวันพฤหัสบดี(3 พ.ย.48) ที่ผ่านมา พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้สดถามในสภาฯ เพราะเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในเชิงหลักการการบริหารประเทศ ซึ่งนายกฯได้มอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯมาตอบกระทู้แทน และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯก็ยืนยันว่าการจัดงบประมาณของรัฐบาลนั้น จะเป็นไปอย่างเป็นธรรม แต่การตอบกระทู้ดังกล่าว ไม่ได้อธิบายถึงคำพูดของนายกฯว่าเป็นคำพูดที่เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลใด และขณะเดียววันนั้นนายกฯได้ตอบคำถามเรื่องดังกล่าวนี้กับสื่อมวลชนที่ทำเนียบ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนกับกรณีดังกล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สืบเนื่องมาถึงสัปดาห์นี้ก็มีการตั้งคำถามมากมาย และเรื่องนี้ ที่ประชุมของพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการหยิบยกขึ้นมาหารือ สืบเนื่องจากตั้งกระทู้ถามในสภาฯ โดยในที่ประชุมสรุปว่า คำพูดของนายกฯ เป็นคำพูดที่ผิดต่อหลักการของกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล เพราะตามหลักธรรมาภิบาลถือว่าผิดชัดเจน เพราะถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่บุคคลที่เป็นนายกฯ หรือรัฐบาลจะเลือกปฏิบัติ ในลักษณะไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะด้วยเหตุผลทางการเมือง เพราะฉะนั้นตรงนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านยังอยากให้นายกฯได้พูดให้ชัดเจนว่าสิ่งที่พูดทำจริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้ทำจริงก็ควรหยุดการพูดในลักษณะนี้ เพราะว่านายกฯได้พูดเรื่องนี้หลายครั้ง และที่สำคัญควรจะขอโทษประชาชนด้วย เพราะเป็นคำพูดที่เป็นการแบ่งแยกประชาชน
“วันนี้ผมจะได้หารือเรื่องนี้ร่วมกับ หัวหน้าพรรคมหาชน พรรคชาติไทย แต่ในแง่ของกฎหมายผมมองว่าลำพังคำพูด ซึ่งที่ผ่านมาที่ปรากฎหลายครั้งที่มีการขัดกัน สวนทางกัน ซึ่งก่อให้เกิดความสับสน แม้จะเป็นการแสดงเจตนาของการกระทำผิด ซึ่งหากจะดำเนินการทางกฎหมายต้องมีการติดตามรวบรวมหลักฐานว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายการขัดรัฐธรรมนูญที่ชัดเจนหรือไม่ โดยเฉพาะมาตรา 30 ส่วนกรณีที่ประชาชนจะเข้าชื่อ 50,000 คนเพื่อยื่นถอดถอนนายกฯ ตรงนี้พรรคเห็นว่าอยู่ที่ประชาชนว่า หากเห็นว่าคำพูดนั้น เป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และเห็นสมควรที่ควรมีการถอดถอน ถือว่าเป็นสิทธิ์ของประชาชน 50,000 คน ที่สามารถดำเนินการได้” นายอภิสิทธิ์กล่าว
การชุมนุมของข้าราชการครู เพื่อประท้วงรัฐบาลกรณีการถ่ายโอนสถานศึกษาต่างๆ ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงเรื่องการชุมนุมของข้าราชการครู เพื่อประท้วงรัฐบาลกรณีการถ่ายโอนสถานศึกษาต่างๆ ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า เรื่องนี้มีที่มาที่ไปยาวนานพอสมควร ซึ่งที่จริงสิทธิในการจัดการศึกษาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องรัฐ ท้องถิ่น และเอกชน แนวทางการบริหารงานด้านการศึกษา สิ่งที่หลายฝ่ายสนับสนุนมาตลอดคือการกระจายอำนาจ หลักของการกระจายอำนาจความสำคัญอยู่ที่การกระจายลงสู่ระดับการศึกษา กล่าวคือทุกสถาบันการศึกษาควรจะมีความเป็นอิสระมากที่สุดในการบริหารจัดการด้านการศึกษา
ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวต่อว่า แต่ส่วนกลางต้องมีความสำคัญในด้านการกำหนดนโยบายในการสนับสนุนส่งเสริม ในเรื่องการดูแลคุณภาพมาตรฐาน ดังนั้นหลักการกระจายอำนาจจึงมีการกำหนดแผนไว้ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ 2542 และมีแนวคิดจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษา โดยเป็นลักษณะของการค่อยกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่พื้นที่เขตการศึกษา และในเขตพื้นที่และในสถานศึกษา กฎหมายการศึกษาแห่งชาติจึงต้องมีบทบัญญัติในเรื่องที่จะให้ตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการในการบริหารการศึกษาด้วย และโดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้วการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
“ดังนั้นในปีเดียวกันที่ได้มีการออกกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ จึงได้มีการออกบทบัญญัติว่าให้รัฐเพิ่มการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น โดยมีตัววัดสำคัญคือท้องถิ่นสามารถเข้ามาบริหารงบประมาณ เทียบเป็นสัดส่วนภาพรวมเป็นเท่าไหร่ และมีการกำหนดกรอบว่าภายในปี2544 ต้องมีการกระจายสู่ท้องถิ่นเป็นร้อยละ 20 และภายในปี 2549 ต้องกระจายให้ได้ร้อยละ 35 ปัญหาที่เกิดขึ้นคือนับแต่ปี 2543-2544 เป็นต้นมามีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นโดยในปี 2544 รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ สามารถดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ และมีการพูดถึงการกำหนดแผนปฏิบัติต่างๆ เพื่อนำไปสู่การกระจายอำนาจให้ได้ถึงร้อยละ 35 ในปี2549ตามที่กฎหมายกำหนดไว้แต่ปรากฎว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเป็นรัฐบาลชุดปัจจุบัน(พรรคไทยรักไทย) ปรากฎว่าการเพิ่มสัดส่วนงบประมาณท้องถิ่นนั้น เพิ่มจากร้อยละ20 เป็น ร้อย22-24 เท่านั้น ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 1 ปีกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการกระจายไปให้ถึงร้อยละ 35” ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในช่วงต้นรัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีการประกาศจุดยืนว่าจะไม่มีการถ่ายโอนงานด้านการศึกษา หรือสถานศึกษาของรัฐไปให้ท้องถิ่น แต่วันนี้ตนเห็นว่ารัฐบาลกำลังพยายามหาทางที่จะให้รัฐบาลเองสามารถทำตามกฎหมายได้ คือเพิ่มงบประมาณการกระจายอำนาจให้ถึงร้อยละ 35 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นจึงมีการเอาการศึกษาเป็นตัวนำเพื่อนำไปสู่เป้าหมายเท่านั้น จึงทำให้เกิดความสับสนขึ้น ตามที่ปรากฎเป็นข่าว
“ความจริงแล้วเรื่องนี้น่าจะมีทางออกที่ดีดี เพราะหลักการของการกระจายอำนาจนั้นไม่ผิด เพียงแต่หลักของการกระจายอำนาจต้องดูแลถึง 2 ส่วน 1. การกระจายอำนาจเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คุณภาพ มาตรฐาน การบริการสาธารณะ 2. ถ้าจะมีการถ่ายโอนกิจกรรมใดๆ ต้องมีการสร้างความมั่นใจให้บุคลลที่เกี่ยวข้องเสียก่อน ประเด็นหลักๆคือวันนี้รัฐบาลขาดทิศทางการบริหารอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น ทางออกส่วนแรกคือ ด้านบุคคลากรด้านการศึกษาสิ่งที่ต้องสร้างหลักประกันให้ชัดเจนคือเรื่องวิชาชีพ เพราะเจตนารมย์ของกฎหมายแห่งชาติคือการพยายามทำให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงอย่างแท้จริง เพื่อที่ทำให้ได้ว่าการถ่ายโอน หรือการเปลี่ยนถ่าย ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารจัดการการศึกษา ในแง่ของวิชาชีพก็จะมีหลักประกัน ทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ ความเป็นธรรม ตลอดทั้งมาตรฐานการบริหารงาน ทางด้านบุคคล ซึ่งเหล่านี้สามารถทำได้โดยการออกหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฏหมายต่างๆ ในช่วงการถ่ายโอนให้มีการรองรับ สิ่งนี้ถ้าสามารถทำได้ ตนคิดว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บุคคลากรด้านการศึกษามีความมั่นใจในแง่สถานภาพของตนเอง ซึ่งทางองค์กรปกครองท้องถิ่นก็ต้องยืนยันว่าเมื่อมีการถ่ายโอนในเรื่องของบุคคลากรไปแล้ว สิทธิประโยชน์ สวัสดิการจะไม่น้อยลงไปกว่าเดิม ซึ่งตรงนี้ตนคิดว่าน่าจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะสร้างความมั่นใจให้องค์กรเดินไปได้อย่างราบรื่น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของคุณภาพมาตรฐานในภาพรวมสิ่งที่จำเป็นต้องทำคือว่าการกำกับตรวจสอบดูแลในเรื่องคุณภาพมาตรฐาน นั้นหมายถึงความพร้อมในเรื่องของการประเมินสถานศึกษาและในเรื่องของการประเมินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งที่ผ่านมามีการออกประกาศมีการดำเนิการมีการฟ้องร้องแต่ในที่สุดหลักเกณฑ์ความพร้อมก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะตนเชื่อว่าหากมีการยอมรับจะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น
ดังนั้นทางออกที่ดีรัฐบาลควรสร้างความมั่นใจในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งในแง่ของ วิชาชีพ มาตรฐาน และต้องนึกถึงรูปแบบการกระจายอำนาจที่หลากหลาย ซึ่งความเป็นจริงแล้วการกระจายอำนาจตนได้เสนอให้รัฐบาลว่าสามารถที่จะกระจายอำนาจ ที่สำคัญจะทำอย่างไรให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดสรรทรัพยากรณ์ ให้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และงานด้านการศึกษาบางส่วนก็ยังต้องคงไว้เป็นหน้าที่ส่วนกลางเพราะงานบางส่วนยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษ ยังมีความจำเป็นที่รัฐยังต้องเข้าไปดูแล
“สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์อยากเรียกร้องวันนี้คือ อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันโดยมีรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้ประสานไม่ใช่เป็นเพียงการทำงานในลักษณะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นเพราะรัฐบาลเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากความไม่เข้าใจครูหรือเข้าใจว่าการแก้ปัญหาต้องตอบสนองเสียงเรียกร้องคนในท้องถิ่นเท่านั้น จนในที่สุดบุคคลสองกลุ่มนี้ก็เกิดความขัดแย้งขึ้น”นายอภิสิทธิ์
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เพื่อให้ระบบการศึกษาไทยเดินไปข้างหน้าได้ ท้องถิ่นต้องเข้ามามีส่วนร่วม ที่สำคัญ ท้องถิ่นต้องมีอำนาจเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันจะละเลยเสียงสะท้อนจากบุคลากรซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติไม่ได้
ดังนั้นรัฐบาลควรจะทำหน้าที่ประสานความเข้าใจให้กับคนทุกกลุ่มและควรลดเงื่อนไขในลักษณะการเผชิญหน้าที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งและแนวทางแก้ปัญหาที่ขาดความชัดเจน อย่าแก้ปัญหาเพียงเพื่อเลื่อนปัญหาออกไปแล้วสุดท้ายก็ต้องเกิดการเผชิญหน้าและเกิดความขัดแย้งขึ้นอีก สรุปสั้น ๆ คือ ปัญหาเรื่องนี้ต้องอาศัยการทำงานที่ต่อเนื่องของรัฐบาลทั้งเรื่องการกระจายอำนาจและดูแลบุคลากรด้านการศึกษา
ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ 9 พ.ย.2548--จบ--
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สืบเนื่องมาถึงสัปดาห์นี้ก็มีการตั้งคำถามมากมาย และเรื่องนี้ ที่ประชุมของพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการหยิบยกขึ้นมาหารือ สืบเนื่องจากตั้งกระทู้ถามในสภาฯ โดยในที่ประชุมสรุปว่า คำพูดของนายกฯ เป็นคำพูดที่ผิดต่อหลักการของกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล เพราะตามหลักธรรมาภิบาลถือว่าผิดชัดเจน เพราะถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่บุคคลที่เป็นนายกฯ หรือรัฐบาลจะเลือกปฏิบัติ ในลักษณะไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะด้วยเหตุผลทางการเมือง เพราะฉะนั้นตรงนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านยังอยากให้นายกฯได้พูดให้ชัดเจนว่าสิ่งที่พูดทำจริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้ทำจริงก็ควรหยุดการพูดในลักษณะนี้ เพราะว่านายกฯได้พูดเรื่องนี้หลายครั้ง และที่สำคัญควรจะขอโทษประชาชนด้วย เพราะเป็นคำพูดที่เป็นการแบ่งแยกประชาชน
“วันนี้ผมจะได้หารือเรื่องนี้ร่วมกับ หัวหน้าพรรคมหาชน พรรคชาติไทย แต่ในแง่ของกฎหมายผมมองว่าลำพังคำพูด ซึ่งที่ผ่านมาที่ปรากฎหลายครั้งที่มีการขัดกัน สวนทางกัน ซึ่งก่อให้เกิดความสับสน แม้จะเป็นการแสดงเจตนาของการกระทำผิด ซึ่งหากจะดำเนินการทางกฎหมายต้องมีการติดตามรวบรวมหลักฐานว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายการขัดรัฐธรรมนูญที่ชัดเจนหรือไม่ โดยเฉพาะมาตรา 30 ส่วนกรณีที่ประชาชนจะเข้าชื่อ 50,000 คนเพื่อยื่นถอดถอนนายกฯ ตรงนี้พรรคเห็นว่าอยู่ที่ประชาชนว่า หากเห็นว่าคำพูดนั้น เป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และเห็นสมควรที่ควรมีการถอดถอน ถือว่าเป็นสิทธิ์ของประชาชน 50,000 คน ที่สามารถดำเนินการได้” นายอภิสิทธิ์กล่าว
การชุมนุมของข้าราชการครู เพื่อประท้วงรัฐบาลกรณีการถ่ายโอนสถานศึกษาต่างๆ ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงเรื่องการชุมนุมของข้าราชการครู เพื่อประท้วงรัฐบาลกรณีการถ่ายโอนสถานศึกษาต่างๆ ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า เรื่องนี้มีที่มาที่ไปยาวนานพอสมควร ซึ่งที่จริงสิทธิในการจัดการศึกษาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องรัฐ ท้องถิ่น และเอกชน แนวทางการบริหารงานด้านการศึกษา สิ่งที่หลายฝ่ายสนับสนุนมาตลอดคือการกระจายอำนาจ หลักของการกระจายอำนาจความสำคัญอยู่ที่การกระจายลงสู่ระดับการศึกษา กล่าวคือทุกสถาบันการศึกษาควรจะมีความเป็นอิสระมากที่สุดในการบริหารจัดการด้านการศึกษา
ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวต่อว่า แต่ส่วนกลางต้องมีความสำคัญในด้านการกำหนดนโยบายในการสนับสนุนส่งเสริม ในเรื่องการดูแลคุณภาพมาตรฐาน ดังนั้นหลักการกระจายอำนาจจึงมีการกำหนดแผนไว้ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ 2542 และมีแนวคิดจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษา โดยเป็นลักษณะของการค่อยกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่พื้นที่เขตการศึกษา และในเขตพื้นที่และในสถานศึกษา กฎหมายการศึกษาแห่งชาติจึงต้องมีบทบัญญัติในเรื่องที่จะให้ตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการในการบริหารการศึกษาด้วย และโดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้วการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
“ดังนั้นในปีเดียวกันที่ได้มีการออกกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ จึงได้มีการออกบทบัญญัติว่าให้รัฐเพิ่มการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น โดยมีตัววัดสำคัญคือท้องถิ่นสามารถเข้ามาบริหารงบประมาณ เทียบเป็นสัดส่วนภาพรวมเป็นเท่าไหร่ และมีการกำหนดกรอบว่าภายในปี2544 ต้องมีการกระจายสู่ท้องถิ่นเป็นร้อยละ 20 และภายในปี 2549 ต้องกระจายให้ได้ร้อยละ 35 ปัญหาที่เกิดขึ้นคือนับแต่ปี 2543-2544 เป็นต้นมามีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นโดยในปี 2544 รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ สามารถดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ และมีการพูดถึงการกำหนดแผนปฏิบัติต่างๆ เพื่อนำไปสู่การกระจายอำนาจให้ได้ถึงร้อยละ 35 ในปี2549ตามที่กฎหมายกำหนดไว้แต่ปรากฎว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเป็นรัฐบาลชุดปัจจุบัน(พรรคไทยรักไทย) ปรากฎว่าการเพิ่มสัดส่วนงบประมาณท้องถิ่นนั้น เพิ่มจากร้อยละ20 เป็น ร้อย22-24 เท่านั้น ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 1 ปีกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการกระจายไปให้ถึงร้อยละ 35” ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในช่วงต้นรัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีการประกาศจุดยืนว่าจะไม่มีการถ่ายโอนงานด้านการศึกษา หรือสถานศึกษาของรัฐไปให้ท้องถิ่น แต่วันนี้ตนเห็นว่ารัฐบาลกำลังพยายามหาทางที่จะให้รัฐบาลเองสามารถทำตามกฎหมายได้ คือเพิ่มงบประมาณการกระจายอำนาจให้ถึงร้อยละ 35 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นจึงมีการเอาการศึกษาเป็นตัวนำเพื่อนำไปสู่เป้าหมายเท่านั้น จึงทำให้เกิดความสับสนขึ้น ตามที่ปรากฎเป็นข่าว
“ความจริงแล้วเรื่องนี้น่าจะมีทางออกที่ดีดี เพราะหลักการของการกระจายอำนาจนั้นไม่ผิด เพียงแต่หลักของการกระจายอำนาจต้องดูแลถึง 2 ส่วน 1. การกระจายอำนาจเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คุณภาพ มาตรฐาน การบริการสาธารณะ 2. ถ้าจะมีการถ่ายโอนกิจกรรมใดๆ ต้องมีการสร้างความมั่นใจให้บุคลลที่เกี่ยวข้องเสียก่อน ประเด็นหลักๆคือวันนี้รัฐบาลขาดทิศทางการบริหารอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น ทางออกส่วนแรกคือ ด้านบุคคลากรด้านการศึกษาสิ่งที่ต้องสร้างหลักประกันให้ชัดเจนคือเรื่องวิชาชีพ เพราะเจตนารมย์ของกฎหมายแห่งชาติคือการพยายามทำให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงอย่างแท้จริง เพื่อที่ทำให้ได้ว่าการถ่ายโอน หรือการเปลี่ยนถ่าย ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารจัดการการศึกษา ในแง่ของวิชาชีพก็จะมีหลักประกัน ทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ ความเป็นธรรม ตลอดทั้งมาตรฐานการบริหารงาน ทางด้านบุคคล ซึ่งเหล่านี้สามารถทำได้โดยการออกหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฏหมายต่างๆ ในช่วงการถ่ายโอนให้มีการรองรับ สิ่งนี้ถ้าสามารถทำได้ ตนคิดว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บุคคลากรด้านการศึกษามีความมั่นใจในแง่สถานภาพของตนเอง ซึ่งทางองค์กรปกครองท้องถิ่นก็ต้องยืนยันว่าเมื่อมีการถ่ายโอนในเรื่องของบุคคลากรไปแล้ว สิทธิประโยชน์ สวัสดิการจะไม่น้อยลงไปกว่าเดิม ซึ่งตรงนี้ตนคิดว่าน่าจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะสร้างความมั่นใจให้องค์กรเดินไปได้อย่างราบรื่น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของคุณภาพมาตรฐานในภาพรวมสิ่งที่จำเป็นต้องทำคือว่าการกำกับตรวจสอบดูแลในเรื่องคุณภาพมาตรฐาน นั้นหมายถึงความพร้อมในเรื่องของการประเมินสถานศึกษาและในเรื่องของการประเมินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งที่ผ่านมามีการออกประกาศมีการดำเนิการมีการฟ้องร้องแต่ในที่สุดหลักเกณฑ์ความพร้อมก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะตนเชื่อว่าหากมีการยอมรับจะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น
ดังนั้นทางออกที่ดีรัฐบาลควรสร้างความมั่นใจในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งในแง่ของ วิชาชีพ มาตรฐาน และต้องนึกถึงรูปแบบการกระจายอำนาจที่หลากหลาย ซึ่งความเป็นจริงแล้วการกระจายอำนาจตนได้เสนอให้รัฐบาลว่าสามารถที่จะกระจายอำนาจ ที่สำคัญจะทำอย่างไรให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดสรรทรัพยากรณ์ ให้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และงานด้านการศึกษาบางส่วนก็ยังต้องคงไว้เป็นหน้าที่ส่วนกลางเพราะงานบางส่วนยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษ ยังมีความจำเป็นที่รัฐยังต้องเข้าไปดูแล
“สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์อยากเรียกร้องวันนี้คือ อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันโดยมีรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้ประสานไม่ใช่เป็นเพียงการทำงานในลักษณะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นเพราะรัฐบาลเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากความไม่เข้าใจครูหรือเข้าใจว่าการแก้ปัญหาต้องตอบสนองเสียงเรียกร้องคนในท้องถิ่นเท่านั้น จนในที่สุดบุคคลสองกลุ่มนี้ก็เกิดความขัดแย้งขึ้น”นายอภิสิทธิ์
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เพื่อให้ระบบการศึกษาไทยเดินไปข้างหน้าได้ ท้องถิ่นต้องเข้ามามีส่วนร่วม ที่สำคัญ ท้องถิ่นต้องมีอำนาจเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันจะละเลยเสียงสะท้อนจากบุคลากรซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติไม่ได้
ดังนั้นรัฐบาลควรจะทำหน้าที่ประสานความเข้าใจให้กับคนทุกกลุ่มและควรลดเงื่อนไขในลักษณะการเผชิญหน้าที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งและแนวทางแก้ปัญหาที่ขาดความชัดเจน อย่าแก้ปัญหาเพียงเพื่อเลื่อนปัญหาออกไปแล้วสุดท้ายก็ต้องเกิดการเผชิญหน้าและเกิดความขัดแย้งขึ้นอีก สรุปสั้น ๆ คือ ปัญหาเรื่องนี้ต้องอาศัยการทำงานที่ต่อเนื่องของรัฐบาลทั้งเรื่องการกระจายอำนาจและดูแลบุคลากรด้านการศึกษา
ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ 9 พ.ย.2548--จบ--