พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 3 - 9 มีนาคม พ.ศ. 2568

ข่าวทั่วไป Monday March 3, 2025 14:46 —กรมอุตุนิยมวิทยา

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร 7 วันข้างหน้า

ระหว่างวันที่ 3 - 9 มีนาคม พ.ศ. 2568

ออกประกาศวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 27/2568

การคาดหมายลักษณะอากาศ ในช่วงวันที่ 3 - 5 มี.ค. 68 ความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน และมีอากาศร้อนจัดในบางพื้นที่ ในขณะที่ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก ลักษณะเช่นนี้ยังคงทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้บางแห่ง สำหรับลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันมีกำลังอ่อน ทำให้ภาคใต้มีฝนน้อย สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร ส่วนในวันที่ 6 - 9 มี.ค. 68 ความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ประกอบกับมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกในบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ โดยจะเริ่มมีผลกระทบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคอื่นๆ จะได้รับผลกระทบใน

ระยะต่อไป หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลงทำให้คลี่คลายอากาศร้อนอบอ้าวลงได้ สำหรับลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1 - 2 เมตร และทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร คำเตือน ในช่วงวันที่ 3 - 5 มี.ค. บริเวณประเทศไทยจะมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด เกษตรกรควรดูแลรักษาสุขภาพ และควรหลีกเลี่ยงการทะกิจกรรมกลางแจ้งเป็นระยะเวลานาน ส่วนในวันที่ 6 - 9 มี.ค. จะมีพายุฤดูร้อน เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว สำหรับ บริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ชาวเรือและชาวประมงควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

คำแนะนำสำหรับการเกษตร ภาค พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร 7 วันข้างหน้า และผลกระทบต่อพืช/สัตว์ เหนือ ในช่วงวันที่ 3 - 5 มี.ค. มีอากาศร้อนถึงร้อนจัดและมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 16 - 25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34 - 41 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 6 - 9 มี.ค. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 - 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางแห่ง ส่วนมากทางตอนล่างและด้านตะวันออกของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 18 - 23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30 - 37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 5 - 15 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 60-70 % ความยาวนานแสงแดด 7-8 ชม. - ระยะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน อุณหภูมิกลางวันและกลางคืนแตกต่างกันมาก เกษตรกรควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพื่อป้องกันสัตว์ปรับตัวไม่ทัน อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย สำหรับสภาพอากาศที่แห้ง เกษตรกรควรระวังการระบาดของศัตรูพืชจำพวกปากดูด เช่น เพลี้ยและไรต่างๆ ซึ่งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชทำให้ต้นพืชทรุดโทรม ผลผลิตลดลงและด้อยคุณภาพ รวมทั้งควรป้องกันการเกิดอัคคีภัยและไฟป่า โดยทำแนวกันไฟรอบพื้นที่การเกษตร สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะให้ผลผลิต เกษตรกรควรดูแลให้น้ำอย่างเหมาะสม หากได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ผลชะงักการเจริญเติบโต อนึ่ง ระยะต่อไปจะเป็นฤดูร้อนปริมาณและการกระจายของฝนจะลดลง เกษตรกรควรวางแผนการใช้น้ำให้เหมาะสมและใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อจะได้มีน้ำใช้ทางด้านการเกษตรในช่วงแล้ง ตะวันออก ในช่วงวันที่ 3 - 5 มี.ค. อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 - 20 ของพื้นที่ กับมีเฉียงเหนือ ลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 20 - 26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37 - 40 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10 - 15 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 6 - 9 มี.ค. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 - 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางแห่งส่วนมากทางตอนล่างและด้านตะวันออกของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 17 - 24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30 - 36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10 - 30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75 % ความยาวนานแสงแดด 7-8 ชม. - ระยะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนฤดู อากาศแปรปรวน เกษตรกรควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย ส่วนพื้นที่ซึ่งสภาพอากาศแห้ง เกษตรกรควรระวังการระบาดของศัตรูพืชจำพวกปากดูด เช่น เพลี้ยและไรต่างๆ ซึ่งตัวอ่อนและ

ตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชทำให้ต้นพืชทรุดโทรม ผลผลิตลดลง และด้อยคุณภาพ สำหรับในช่วงวันที่ 6-9 มี.ค.จะมีพายุฤดูร้อน โดยมีลักษณะฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว โดยหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งและไม่ควรปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในที่โล่งขณะฝนฟ้าคะนอง สำหรับผลผลิตทางการเกษตรที่แก่ดีแล้ว เกษตรกรควรรีบเก็บเกี่ยว ไม่ควรปล่อยไว้กลางแจ้งเพราะอาจเปียกชื้นเสียหายได้ นอกจากนี้เกษตรกรควรคลุมดินบริเวณแปลงปลูกพืชด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ใบไม้ ฟางข้าว และหญ้าแห้ง เป็นต้น เพื่อลดอัตราการระเหยของน้ำบริเวณผิวดิน รักษาความชื้นภายในดิน อนึ่ง ระยะต่อไปจะเป็นฤดูร้อนปริมาณและการกระจายของฝนจะลดลง เกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชในระยะนี้ควรมีน้ำสำรองไว้ให้พืช เพื่อป้องกันพืชขาดน้ำ กลาง ในช่วงวันที่ 3 - 6 มี.ค. อากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน และมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 - 20 ของพื้นที่ ส่วนมากทางด้านตะวันตกและตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 24 - 27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37 - 40 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10 - 15 กม./ชม ส่วนในช่วงวันที่ 7 - 9 มี.ค. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 - 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางแห่งส่วนมากทางด้านตะวันออกของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 23 - 26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33 - 37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10 - 20 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75 % ความยาวนานแสงแดด 7-8 ชม. - ระยะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนฤดู อากาศเปลี่ยนแปลง เกษตรกรควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย สำหรับสภาพอากาศที่ร้อนถึงร้อนจัดในตอนกลางวัน เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน หากมีความจำเป็นต้องทำงานในที่โล่งควรดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ สำหรับในช่วงวันที่ 7-9 มี.ค.จะมีพายุฤดูร้อน เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว โดยหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้ง และไม่ควรเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาสูงๆขณะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง สำหรับผลผลิตทางการเกษตรที่แก่ดีแล้ว ควรรีบเก็บเกี่ยว ไม่ควรปล่อยไว้กลางแจ้งเพราะอาจเปียกชื้นเสียหายได้ สำหรับฝนที่ตกไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกหนอน ในพืชไร่ ไม้ผล และพืชผัก เป็นต้น ซึ่งศัตรูพืชดังกล่าวจะกัดกินส่วนที่อ่อนของพืชทำให้ต้นพืชชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง และด้อยคุณภาพ สำหรับพื้นที่การเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรควรเลือกปลูกพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นและใช้น้ำน้อย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำของพืชในช่วงแล้งตะวันออก ในช่วงวันที่ 3 - 6 มี.ค. อากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน และมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้า

คะนองร้อยละ 10 - 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25 - 28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34 - 40 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10 - 30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 7 - 9 มี.ค. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 - 60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23 - 27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32 - 37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15 - 30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75 % ความยาวนานแสงแดด 6-7 ชม. - ระยะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนฤดู อากาศแปรปรวน เกษตรกรควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย และหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน หากมีความจำเป็นต้องทำงานในที่โล่งแจ้งควรดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ สำหรับในช่วงวันที่ 7-9 มี.ค.จะมีพายุฤดูร้อน โดยมีลักษณะฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกในบางพื้นที่ เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว โดยผูกยึดและค้ำยันกิ่งและลำต้นของไม้ผลให้มั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหักและต้นโค่นล้ม เมื่อมีลมแรง สำหรับผลผลิตทางการเกษตรที่แก่ดีแล้ว ควรรีบเก็บเกี่ยว ไม่ควรปล่อยไว้กลางแจ้งเพราะอาจเปียกชื้นเสียหายได้ สำหรับฝนที่ตกจะเป็นผลดีต่อไม้ผลที่อยู่ในระยะเจริญเติบโตทางผลแต่ควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกหนอน ในพืชไร่ ไม้ผล และพืชผัก เป็นต้น ซึ่งศัตรูพืชดังกล่าวจะกัดกินส่วนที่อ่อนของพืช เช่น ใบอ่อน ยอดอ่อน และผลอ่อน เป็นต้น ทำให้ต้นพืชชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลงและด้อยคุณภาพ ใต้ ฝั่งตะวันออก ในช่วงวันที่ 3 - 6 มี.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 - 20 ของพื้นที่ ลมตะวันออก ความเร็ว 10 - 30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 7 - 9 มี.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 - 40 ของพื้นที่ ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา : ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป : ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรอุณหภูมิต่ำสุด 21 - 26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30 - 36 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75 % ความยาวนานแสงแดด 8-9 ชม.

ฝั่งตะวันตก ในช่วงวันที่ 4 - 6 มี.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 - 20 ของพื้นที่ ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15 - 30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 7 - 9 มี.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 - 30 ของพื้นที่ ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23 - 27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33 - 36 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75 % ยาวนานแสงแดด 8-9 ชม. - ระยะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนฤดู จากฤดูหนาวเป็นฤดูร้อน อากาศเปลี่ยนแปลง เกษตรกรควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย สำหรับฝนที่ตกไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกหนอน ในพืชไร่ พืชสวน และพืชผัก เป็นต้น ซึ่งศัตรูพืชดังกล่าวจะกัดกินส่วนที่อ่อนของพืช เช่น ใบอ่อนและยอดอ่อน ทำให้ต้นพืชชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง และด้อยคุณภาพ สำหรับระยะต่อไปจะเป็นฤดูร้อน ปริมาณและการกระจายของฝนจะมีน้อย เกษตรกรควรใช้น้ำอย่างประหยัด โดยให้น้ำพืชแบบมีประสิทธิภาพ และวางแผนการใช้น้ำให้เหมาะสม เพื่อจะได้มีน้ำใช้ทางด้านการเกษตรในช่วงแล้ง อนึ่ง ชาวเรือและชาวประมงบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง AS ลักษณะอากาศในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม 2568 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ในระยะต้นสัปดาห์ จากนั้นได้อ่อนกำลังลง ประกอบกับลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบนเกือบตลอดสัปดาห์ โดยในระยะปลายสัปดาห์มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาร์ได้เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในระยะต้นสัปดาห์ อีกทั้งในระยะปลายสัปดาห์ หย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะดังกล่าวทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นในตอนเช้าในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนในตอนกลางวันอุณหภูมิสูงขึ้นจนมีอากาศร้อนทั่วไปบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางในระยะครึ่งหลังของสัปดาห์กับมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ โดยมีรายงานฝนส่วนมากในระยะต้นสัปดาห์ สำหรับภาคใต้มีอากาศเย็นบางพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของภาคกับฝนตกชุกและมีรายงานน้ำท่วมหลายพื้นที่ในระยะต้นสัปดาห์ เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้มีกำลังค่อนข้างแรงในช่วงดังกล่าว

ภาคเหนือ มีอากาศเย็นทั่วไปในตอนเช้าในช่วงวันที่ 25-27 ก.พ. 68 ส่วนวันอื่นๆ มีอากาศเย็นส่วนมากทางตอนบนของภาค ส่วนในตอนกลางวันมีอากาศร้อนทั่วไปในระยะครึ่งหลังของสัปดาห์ กับมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ ในช่วงวันที่ 1-2 มี.ค. 68 โดยมีฝนร้อยละ 40-50 ของพื้นที่ในระยะต้นสัปดาห์กับมีฝนหนักบางพื้นที่ จากนั้นมีฝนลดลงอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่ นอกจากนี้มีรายงานลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์ ในวันที่ 1 มี.ค. 68 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศเย็นทั่วไปในตอนเช้ากับมีอากาศหนาวบางพื้นที่ในระยะต้นและกลางสัปดาห์ ส่วนในตอนกลางวันมีอากาศร้อนทั่วไปในระยะครึ่งหลังของสัปดาห์ กับมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ ในวันที่ 1 มี.ค. 68 โดยมีฝนร้อยละ 5-30 ของพื้นที่ ในระยะต้นและปลายสัปดาห์ กับมีฝนหนักบางพื้นที่ในวันที่ 25 ก.พ. 68 นอกจากนี้มีรายงานลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดหนองบัวลำภู อุดรธานี และเลย ในวันที่ 1 มี.ค. 68 ภาคกลาง มีอากาศเย็นเกือบทั่วไปในตอนเช้า ในช่วงวันที่ 25-27 ก.พ. 68 และมีอากาศร้อนทั่วไปในตอนกลางวันในระยะครึ่งหลังของสัปดาห์ กับมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ ในวันที่ 2 มี.ค. 68 โดยมีฝนร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ในระยะต้นสัปดาห์ และมีฝนร้อยละ 15 ของพื้นที่ในวันที่ 28 ก.พ. 68 นอกจากนี้มีรายงานลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดนครสวรรค์และอุทัยธานี ในวันที่ 1 มี.ค. 68 ภาคตะวันออก มีอากาศเย็นบางพื้นที่ในตอนเช้าในช่วงวันที่ 25-27 ก.พ. 68 และวันที่ 1 มี.ค. 68 ส่วนในตอนกลางวันมีอากาศร้อนหลายพื้นที่ส่วนมากทางตอนบนของภาคในระยะครึ่งหลังของสัปดาห์ โดยมีฝนน้อยกว่าร้อยละ 15 ของพื้นที่ เว้นแต่วันที่ 24 และ 28 ก.พ. 68 มีฝนร้อยละ 45-50 ของพื้นที่กับมีฝนหนักบางแห่ง ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีอากาศเย็นบางพื้นที่กับฝนมากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่และมีฝนหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ในระยะต้นสัปดาห์ และมีฝนร้อยละ 10-45 ของพื้นที่กับมีฝนหนักบางแห่งในระยะกลางสัปดาห์ นอกจากนี้มีรายงานน้ำท่วมบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช นราธิวาส พัทลุง ชุมพร และสงขลา เมื่อวันที่ 24-25 ก.พ. 68 อีกทั้งมีรายงานลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 24-25 ก.พ. 68 ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีอากาศเย็นบางพื้นที่บริเวณจังหวัดพังงาในวันที่ 28 ก.พ.68 โดยฝนมากกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่กับมีฝนหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในระยะต้นสัปดาห์ จากนั้นมีฝนน้อยกว่าร้อยละ 15 ของพื้นที่

สัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกหนักมากบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และตรัง ส่วนจังหวัดที่มีฝนตกหนัก ได้แก่ เชียงราย เพชรบูรณ์ เลย หนองคาย อุดรธานี ระยอง ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และกระบี่

ที่มา: กรมอุตุนิยมวิทยา


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ