ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน “บ. ช. การช่าง” ที่ “A-”, และจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันวงเงินไม่เกิน 5 พันล้านบาท

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday March 30, 2023 13:38 —ทริส เรตติ้ง

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ ?A-? ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต ?Stable? หรือ ?คงที่? พร้อมทั้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 5 พันล้านบาทและหุ้นกู้สำรองเพื่อการเสนอขายเพิ่มเติม (Greenshoe) ในวงเงินไม่เกิน 2 พันล้านบาทไถ่ถอนภายใน 10 ปีของบริษัทที่ระดับ ?A-? เช่นเดียวกัน โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ชำระคืนหนี้หุ้นกู้ชุดเดิมบางส่วนและใช้เป็นเงินทุนในการขยายกิจการและเงินทุนหมุนเวียน

อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะของบริษัทในการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำในประเทศไทยซึ่งมีความสามารถในการรับงานโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และโครงการที่มีความซับซ้อน และความยืดหยุ่นทางการเงินที่เกิดจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม สถานะเครดิตของบริษัทก็ลดทอนลงบางส่วนจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงลักษณะที่เป็นวงจรขึ้นลงและการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ความแข็งแกร่งจากการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศ

บริษัทเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุด 3 รายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อพิจารณาในแง่ของรายได้และสินทรัพย์ อีกทั้งการที่บริษัทมีฐานทุนขนาดใหญ่ช่วยให้บริษัทสามารถเข้าร่วมประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐได้อีกด้วย บริษัทมีความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างที่หลากหลายครอบคลุมงานก่อสร้างทั่วไป ไปจนถึงงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น งานโครงการระบบขนส่งใต้ดินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

ผลงานในการก่อสร้างโครงการที่มีความซับซ้อนที่หลากหลายจำนวนมากของบริษัทช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันประมูลงานได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังมีการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยทั้งการสร้างงานก่อสร้างและเพิ่มรายได้ประจำให้บริษัทได้อีกด้วย

งานรับเหมาก่อสร้างในมือที่แข็งแกร่งจากโครงการขนาดใหญ่ใหม่ ๆ

มูลค่างานในมือของบริษัทเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.59 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 หลังจากที่ลดลงไปต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาทในปี 2563 บริษัทเซ็นสัญญางานใหม่ปีละประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาทในปี 2564 และ 2565 โดยโครงการหลักที่เซ็นในปี 2564 คือ โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ 2 และ 3 มูลค่า 2.28 หมื่นล้านบาท และโครงการหลักในปี 2565 คือ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สัญญาที่ 1 และ 2 มูลค่า 1.81 หมื่นล้านบาท

อีกทั้งในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะเซ็นสัญญางานก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) มูลค่า 9.8 หมื่นล้านบาทอีกด้วย ซึ่งจะทำให้มูลค่างานในมือของบริษัทเกินกว่า 1.5 แสนล้านบาท มูลค่างานในมือที่แข็งแกร่งนี้จะช่วยให้รายได้ของบริษัทเติบโตในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ในอนาคต มูลค่างานในมือของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ระดับเกินกว่า 1 แสนล้านบาทในระยะสั้นถึงปานกลาง เนื่องจากโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของภาครัฐหลายโครงการกำลังรอเซ็นสัญญาและเปิดประมูลในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ส่วนต่อขยายฝั่งตะวันตก) โครงการทางด่วนและทางยกระดับ โครงการรถไฟรางคู่ และโครงการมอเตอร์เวย์

ผลการดำเนินงานคาดว่าจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2565 ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในปี 2564 โดยรายได้ในปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 1.85 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางการขาดแคลนของอุปทานและแรงงาน อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทในปี 2565 ลดลงเหลือ 8.6% จาก 9.3% ในปี 2564

จากมูลค่างานในมือปัจจุบันและโอกาสได้งานใหม่จากโครงการเป้าหมาย ทริสเรทติ้งประมาณการรายได้ของบริษัทว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 หมื่นล้านบาทในปี 2566 2.7 หมื่นล้านบาทในปี 2567 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.0 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าบริษัทจะได้งานก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางซึ่งมีบริษัท และ บริษัท ซีเคพาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโครงการ อีกทั้งคาดว่าบริษัทจะได้งานรับเหมาก่อสร้างใหม่มูลค่า 1.0-1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะอยู่ในช่วง 8.0%-9.0% เนื่องจากราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงมีเสถียรภาพมากขึ้น

อันดับเครดิตได้รับการสนับสนุนจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน BEM CKP และ TTW

ณ สิ้นปี 2565 บริษัทถือหุ้นใน บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ที่สัดส่วน 34% CKP 30% และ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) (TTW) 19% โดย BEM ประกอบกิจการทางด่วนและรถไฟฟ้าภายใต้สัญญาสัมปทานระยะยาว ในขณะที่ TTW และ CKP มีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอจากการดำเนินงานโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายระยะยาว มูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 6.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งรายได้จากงานรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่ของบริษัทก็มาจากโครงการจากบริษัทเหล่านี้ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้ ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัทดังกล่าวช่วยในการสร้างรายได้ประจำและช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทด้วยเช่นกัน โดยบริษัทคาดว่าจะได้รับเงินปันผลจากการลงทุนเหล่านี้ประมาณ 1.1-1.4 พันล้านบาทต่อปีจากผลการดำเนินงานของ BEM ที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังจากผลกระทบเชิงลบจากโรคระบาดได้บรรเทาลง

จากประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ (EBITDA Margin) ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 11%-12% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ดังนั้น EBITDA ของบริษัทจึงคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.7 พันล้านบาทในปี 2566 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.3-3.5 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2567-2568

ภาระหนี้ยังคงอยู่ระดับสูง

ภาระหนี้ของบริษัทสูงกว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั่วไป เนื่องจากโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทที่เป็นทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ประกอบธุรกิจลงทุน ผลการดำเนินงานที่อ่อนแอท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) และสงครามยูเครน-รัสเซียทำให้ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มขึ้นไปอีก โดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 17-19 เท่าในช่วงปี 2563-2565 ซึ่งสูงกว่าในอดีตของบริษัทที่ 8-10 เท่าเป็นอย่างมาก อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทอยู่ที่ระดับ 62% ณ สิ้นปี 2565 เพิ่มขึ้นจาก 59% ในปี 2564 อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนนี้จะลดลงมาอยู่ที่ 14-15 เท่าในปี 2566 และลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 10-13 เท่าในปีถัดไป เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นและเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทในเครือที่สูงขึ้น

ระดับภาระหนี้ของบริษัทคาดว่าจะค่อย ๆ ลดลงจากระดับปัจจุบัน เนื่องจากบริษัทจะได้รับชำระคืนเงินสนับสนุนให้กู้ยืมประมาณ 1.08 หมื่นล้านบาทจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีในช่วงปี 2566-2568 ขณะที่การลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.5-3.0 พันล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า ดังนั้น อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทคาดว่าจะค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 57%-58% ในช่วงประมาณการ ขณะที่บริษัทจะต้องรักษาอัตราส่วนทางการเงินให้สอดคล้องตามเงื่อนไขทางการเงินของหุ้นกู้โดยบริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้เกินกว่า 3 เท่า ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าว ณ เดือนธันวาคม 2565 อยู่ที่ระดับ 1.6 เท่า ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าบริษัทจะสามารถบริหารโครงสร้างทางการเงินให้สอดคล้องกับเงื่อนไขดังกล่าวต่อไปได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า ขณะที่ภาระหนี้ส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งทำให้หนี้สินที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนของบริษัทอยู่ในระดับต่ำ

สภาพคล่องเพียงพอ

ทริสเรทติ้งประเมินว่าบริษัทจะมีสภาพคล่องที่เพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ณ 31 ธันธาคม 2565 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 8.2 พันล้านบาทซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้จำนวน 4.2 พันล้านบาท และเงินกู้จากสถาบันการเงินจำนวน 4.0 พันล้านบาท อีกทั้งคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 1.8-2.0 พันล้านบาทเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายการลงทุน เงินปันผลจ่ายและเงินลงทุนบริษัทในเครือ ขณะที่เงินทุนของบริษัทประกอบด้วยเงินสดและเงินลงทุนชั่วคราวจำนวน 7 พันล้านบาทและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 1.0 หมื่นล้านบาท ทริสเรทติ้งประมาณการว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ประมาณ 1.1-1.2 พันล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังมีความยืดหยุ่นทางการเงินในการขายหุ้นบางส่วนใน BEM CKP และ TTW หากจำเป็น อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงการถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในบริษัททั้ง 3 แห่งนี้ต่อไป

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

? รายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาทในปี 2566 ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาทในปี 2567 และประมาณ 3.0 หมื่นล้านบาทในปี 2568

? อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะคงอยู่ที่ประมาณ 8.0%-8.5%

? เงินสนับสนุนให้กู้ยืมในโครงการไซยะบุรีจะรับชำระคืนในช่วงปี 2566-2568

? บริษัทจะทยอยเพิ่มทุนในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางตลอดการก่อสร้าง เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคารผู้ให้เงินกู้

? จะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่หรือการสนับสนุนทางการเงินจำนวนมากแก่บริษัทที่เกี่ยวข้อง

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต ?Stable? หรือ ?คงที่? สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเอาไว้ได้ต่อไปและบริษัทจะสามารถรักษาผลการดำเนินได้ตามที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะรักษา EBITDA Margin ให้อยู่ในช่วง 11%-12% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ให้อยู่ที่ประมาณ 10 เท่าเอาไว้ได้ในระยะยาวอีกด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินเปลี่ยนแปลง

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตจะเกิดขึ้นได้หากบริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างแข็งแกร่งมากกว่าที่ทริสเรทติ้งประมาณการและลดระดับภาระหนี้ของบริษัทลงจนทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 8 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง

ในขณะที่ปัจจัยที่จะส่งผลกดดันต่ออันดับเครดิตอาจเกิดจากการที่บริษัทมีต้นทุนก่อสร้างที่สูงกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญในโครงการหลัก ๆ หรือที่ไม่คาดคิด รวมถึงบริษัทให้การสนับสนุนทางการเงินที่มีมูลค่าสูงแก่บริษัทในกลุ่มซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเกินกว่า 13 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง

?

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 15 กรกฎาคม 2565

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 11 มกราคม 2565

- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 15 มิถุนายน 2564

บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK)

อันดับเครดิตองค์กร: A-

อันดับเครดิตตราสารหนี้:

CK235B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2566 A-

CK238A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2566 A-

CK245B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567 A-

CK246B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567 A-

CK247A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567 A-

CK255A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2568 A-

CK258A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2568 A-

CK25NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2568 A-

CK265A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A-

CK267A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A-

CK275B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A-

CK283A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A-

CK285A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A-

CK287A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,020 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A-

CK295B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 900 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A-

CK296A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A-

CK308A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A-

CK315A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574 A-

CK325A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 A-

หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาทและหุ้นกู้สำรองเพื่อการเสนอขาย เพิ่มเติม (Greenshoe) ในวงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 10 ปี A-

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com
ติดต่อ santaya@trisrating.com โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500
? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2566 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ