บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาทของ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A-” ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและตราสารหนี้ชุดปัจจุบันของบริษัทเอ็ม บี เค ที่ระดับ “A-” พร้อมแนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงการมีศูนย์การค้าใจกลางเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักซึ่งมีจำนวนคนเดินในศูนย์การค้าค่อนข้างมากและมีกระแสเงินสดที่แน่นอน นอกจากนี้ การมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถในการระดมเงินทุนผ่านการให้เช่าพื้นที่ระยะยาว (เซ้ง) แก่ผู้เช่าศูนย์การค้าซึ่งมีการต่อสัญญาเช่าแล้วยังมีผลดีต่ออันดับเครดิตด้วย อย่างไรก็ตาม จุดเด่นดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากค่าเช่าศูนย์การค้าของบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับอัตราของสัญญาเดิมซึ่งกำลังจะหมดอายุในปี 2556 และแผนการขยายงานของบริษัทในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าซึ่งต้องการใช้เงินลงทุนจำนวนมาก บริษัทจะนำเงินรับจากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้เป็นทุนในการขยายธุรกิจซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจสนามกอล์ฟและศูนย์การค้า ตลอดจนใช้ในการปรับปรุงโรงแรมของบริษัท
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” อยู่บนพื้นฐานการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถสร้างกระแสเงินสดที่แน่นอนจากศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ และแม้ว่าบริษัทจะมีรายจ่ายฝ่ายทุนที่ค่อนข้างสูงมากสำหรับแผนการขยายกิจการในปี 2551-2553 แต่ก็คาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้เกิน 1 เท่าใว้ได้ในระยะปานกลาง สถานะอันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากบริษัทมีแหล่งที่มาของกระแสเงินสดที่หลากหลายมากขึ้นหรือบริษัทสามารถผลักภาระต้นทุนค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้นภายใต้สัญญาเช่าใหม่ไปให้แก่ผู้เช่าได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทยังสามารถรักษาระดับความแข็งแกร่งทางการเงินเอาไว้ได้
ทริสเรทติ้งรายงานว่า บริษัทเอ็ม บี เค ก่อตั้งในปี 2517 ปัจจุบัน บริษัท ทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือเป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทโดยถือหุ้นรวมกันในสัดส่วน 21% บริษัทเป็นผู้ประกอบการ “ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์” ซึ่งเป็นศูนย์การค้าที่มีชื่อเสียงใจกลางกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินธุรกิจโรงแรม สนามกอล์ฟ พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย และโรงสีข้าวด้วย แม้ว่าบริษัทจะดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย แต่ผลประกอบการของบริษัทยังคงพึ่งพาศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เป็นหลัก ทั้งนี้ ศูนย์การค้าดังกล่าว รวมถึงโรงแรมปทุมวันปริ๊นเซสซึ่งมีทำเลที่ตั้งอยู่บนที่ดินเช่าใจกลางเมืองถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความสำคัญต่อบริษัทเป็นอย่างมาก โดยในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายไดและกระแสเงินสดให้แก่บริษัทถึงประมาณ 45% และ 70% ตามลำดับ ที่ดินเช่าดังกล่าวซึ่งจะหมดสัญญาในปี 2556 ได้มีการต่อสัญญาแล้วเมื่อปลายปี 2550 ภายหลังจากข้อตกลงและเงื่อนไขของสัญญาได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนกันยายน 2550 และบริษัทและเจ้าของที่ดินได้บรรลุข้อตกลงในเงื่อนไขของสัญญาเช่าใหม่ร่วมกันแล้ว นอกจากนี้ แม้ว่าค่าเช่ารายปีที่จะต้องจ่ายภายใต้สัญญาใหม่ซึ่งจะเริ่มชำระในปี 2556 จะสูงมากกว่าอัตราค่าเช่าภายใต้สัญญาเช่าเดิมเป็นอย่างมากก็ตาม แต่การที่บริษัทสามารถต่อสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดินได้จะทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้นเนื่องจากผู้บริหารสามารถระดมเงินทุนผ่านการให้เช่าพื้นที่ระยะยาว (เซ้ง) แก่ผู้เช่า และสามารถรับเงินค่าเช่าล่วงหน้าเป็นเงินก้อนได้
ทริสเรทติ้งกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทเอ็ม บี เค มีผลการดำเนินงานที่มั่นคงมาโดยตลอด โดยมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงระดับ 4,248 ล้านบาทในระยะ 9 เดือนแรกของรอบปีบัญชี 2550/2551 จากเดิมที่ 3,967 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2549/2550 ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทยังคงแข็งแกร่งเนื่องจากบริษัทได้รับประโยชน์จากอัตราค่าเช่าจากสัญญาเช่าปัจจุบันที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเช่าในอัตราปัจจุบัน โดยกำไรเบื้องต้นจากการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 36% ในช่วง 3 ปีก่อนเป็น 39% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2550/2551 ในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมปรับตัวลดลงอย่างมากจาก 49% ในปี 2549/2550 เหลือ 19% ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2550/2551 แม้ว่าอัตราส่วนกระแสเงินสดต่อภาระหนี้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากบริษัทได้กู้ยืมเพิ่มเพื่อนำมาชำระค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่าใหม่ แต่ก็เป็นไปตามที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้และได้นำมาใช้ในการพิจารณาอันดับเครดิตในครั้งนี้ด้วยแล้ว นอกจากนี้ บริษัทยังคงอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายให้อยู่ในระดับประมาณ 15-19 เท่ามาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อัตราส่วนกระแสเงินสดต่อภาระหนี้และความสามารถในการก่อหนี้ของบริษัทจะยังคงแข็งแกร่งในระยะ 5 ปีข้างหน้าก่อนที่ภาระผูกพันของสัญญาเช่าฉบับใหม่จะมีผลต่อการพิจารณาอันดับเครดิตในปี 2556 นอกจากนี้ การมีเงินลงทุนในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงถึง 26% ของสินทรัพย์รวมสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายการลงทุนในบริษัทต่างๆ ที่บริษัทไม่มีส่วนในการบริหารงานโดยตรงในสัดส่วนที่สูงขึ้น ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวจะสร้างรายได้ที่แน่นอนจากเงินปันผลและยังจะเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทได้ในระดับหนึ่ง ทริสเรทติ้งกล่าว -- จบ
บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) (MBK)
อันดับเครดิตองค์กร: คงเดิมที่ระดับ A-
อันดับเครดิตตราสารหนี้:
MBK108A: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 3,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2553 คงเดิมที่ระดับ A-
หุ้นกู้ไม่มีประกันในวงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2554 A-
แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable
----------------------------------------------
บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2551 ห้ามไม่มิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยมิได้รับอนุญาต การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงมิได้รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้น ผลที่ได้รับ หรือการกระทำใดๆ โดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” อยู่บนพื้นฐานการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถสร้างกระแสเงินสดที่แน่นอนจากศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ และแม้ว่าบริษัทจะมีรายจ่ายฝ่ายทุนที่ค่อนข้างสูงมากสำหรับแผนการขยายกิจการในปี 2551-2553 แต่ก็คาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้เกิน 1 เท่าใว้ได้ในระยะปานกลาง สถานะอันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากบริษัทมีแหล่งที่มาของกระแสเงินสดที่หลากหลายมากขึ้นหรือบริษัทสามารถผลักภาระต้นทุนค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้นภายใต้สัญญาเช่าใหม่ไปให้แก่ผู้เช่าได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทยังสามารถรักษาระดับความแข็งแกร่งทางการเงินเอาไว้ได้
ทริสเรทติ้งรายงานว่า บริษัทเอ็ม บี เค ก่อตั้งในปี 2517 ปัจจุบัน บริษัท ทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือเป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทโดยถือหุ้นรวมกันในสัดส่วน 21% บริษัทเป็นผู้ประกอบการ “ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์” ซึ่งเป็นศูนย์การค้าที่มีชื่อเสียงใจกลางกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินธุรกิจโรงแรม สนามกอล์ฟ พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย และโรงสีข้าวด้วย แม้ว่าบริษัทจะดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย แต่ผลประกอบการของบริษัทยังคงพึ่งพาศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เป็นหลัก ทั้งนี้ ศูนย์การค้าดังกล่าว รวมถึงโรงแรมปทุมวันปริ๊นเซสซึ่งมีทำเลที่ตั้งอยู่บนที่ดินเช่าใจกลางเมืองถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความสำคัญต่อบริษัทเป็นอย่างมาก โดยในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายไดและกระแสเงินสดให้แก่บริษัทถึงประมาณ 45% และ 70% ตามลำดับ ที่ดินเช่าดังกล่าวซึ่งจะหมดสัญญาในปี 2556 ได้มีการต่อสัญญาแล้วเมื่อปลายปี 2550 ภายหลังจากข้อตกลงและเงื่อนไขของสัญญาได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนกันยายน 2550 และบริษัทและเจ้าของที่ดินได้บรรลุข้อตกลงในเงื่อนไขของสัญญาเช่าใหม่ร่วมกันแล้ว นอกจากนี้ แม้ว่าค่าเช่ารายปีที่จะต้องจ่ายภายใต้สัญญาใหม่ซึ่งจะเริ่มชำระในปี 2556 จะสูงมากกว่าอัตราค่าเช่าภายใต้สัญญาเช่าเดิมเป็นอย่างมากก็ตาม แต่การที่บริษัทสามารถต่อสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดินได้จะทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้นเนื่องจากผู้บริหารสามารถระดมเงินทุนผ่านการให้เช่าพื้นที่ระยะยาว (เซ้ง) แก่ผู้เช่า และสามารถรับเงินค่าเช่าล่วงหน้าเป็นเงินก้อนได้
ทริสเรทติ้งกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทเอ็ม บี เค มีผลการดำเนินงานที่มั่นคงมาโดยตลอด โดยมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงระดับ 4,248 ล้านบาทในระยะ 9 เดือนแรกของรอบปีบัญชี 2550/2551 จากเดิมที่ 3,967 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2549/2550 ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทยังคงแข็งแกร่งเนื่องจากบริษัทได้รับประโยชน์จากอัตราค่าเช่าจากสัญญาเช่าปัจจุบันที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเช่าในอัตราปัจจุบัน โดยกำไรเบื้องต้นจากการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 36% ในช่วง 3 ปีก่อนเป็น 39% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2550/2551 ในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมปรับตัวลดลงอย่างมากจาก 49% ในปี 2549/2550 เหลือ 19% ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2550/2551 แม้ว่าอัตราส่วนกระแสเงินสดต่อภาระหนี้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากบริษัทได้กู้ยืมเพิ่มเพื่อนำมาชำระค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่าใหม่ แต่ก็เป็นไปตามที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้และได้นำมาใช้ในการพิจารณาอันดับเครดิตในครั้งนี้ด้วยแล้ว นอกจากนี้ บริษัทยังคงอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายให้อยู่ในระดับประมาณ 15-19 เท่ามาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อัตราส่วนกระแสเงินสดต่อภาระหนี้และความสามารถในการก่อหนี้ของบริษัทจะยังคงแข็งแกร่งในระยะ 5 ปีข้างหน้าก่อนที่ภาระผูกพันของสัญญาเช่าฉบับใหม่จะมีผลต่อการพิจารณาอันดับเครดิตในปี 2556 นอกจากนี้ การมีเงินลงทุนในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงถึง 26% ของสินทรัพย์รวมสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายการลงทุนในบริษัทต่างๆ ที่บริษัทไม่มีส่วนในการบริหารงานโดยตรงในสัดส่วนที่สูงขึ้น ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวจะสร้างรายได้ที่แน่นอนจากเงินปันผลและยังจะเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทได้ในระดับหนึ่ง ทริสเรทติ้งกล่าว -- จบ
บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) (MBK)
อันดับเครดิตองค์กร: คงเดิมที่ระดับ A-
อันดับเครดิตตราสารหนี้:
MBK108A: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 3,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2553 คงเดิมที่ระดับ A-
หุ้นกู้ไม่มีประกันในวงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2554 A-
แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable
----------------------------------------------
บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2551 ห้ามไม่มิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยมิได้รับอนุญาต การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงมิได้รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้น ผลที่ได้รับ หรือการกระทำใดๆ โดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว